ข่าว: ขอต้อนรับ การกลับมาเยือนไฟลามทุ่งอีกครั้ง!
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

 ไฟลามทุ่งเวบบอร์ด ไฟลามทุ่งประชาสัมพันธ์ดิน หิน แร่ ป่าไม้ ทรัพยากร กับ การจัดการด้วยตนเอง
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ดิน หิน แร่ ป่าไม้ ทรัพยากร กับ การจัดการด้วยตนเอง  (อ่าน 3632 ครั้ง)
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« เมื่อ: ธันวาคม 11, 2010, 12:40:06 PM »

จำนวนคนอ่านล่าสุด 352 คน  วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7317 ข่าวสดรายวัน


'บ้านดง'ไม่อนุญาตที่ทิ้งมูลดิน'กฟผ.' กระทบสิ่งแวดล้อม-730 ครัวเรือนเดือดร้อน



ลำปาง - องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1/2553 มีระเบียบวาระสำคัญ คือการพิจารณาทบทวนให้ความเห็นชอบการต่ออายุหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ เพื่อใช้เป็นที่เททิ้งมูลดินทรายของ กฟผ.

ทั้งนี้ กฟผ.แม่เมาะ ทำหนังสือลงวันที่ 9 พ.ย.ขอให้อบต.บ้านดง ให้ความเห็นชอบต่ออายุหนังสืออนุญาตให้ กฟผ. เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่เมาะ ท้องที่ ต.บ้านดง ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง รวมเนื้อที่ 3 แปลง จำนวนกว่า 11,416 ไร่

ในที่ประชุมสภา อบต.บ้านดง มีสมาชิกสภา อบต.เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม รวมทั้งยังมีผู้นำท้องถิ่น และตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ ต.บ้านดง เข้าร่วมรับฟังด้วย สมาชิกสภาอบต.ขึ้นอภิปราย ต่าง ไม่เห็นด้วยที่จะให้ต่ออายุหนังสืออนุญาตดังกล่าว อ้างว่าที่ผ่านมา กฟผ.เททิ้งมูลดินจากโครงการบ่อเหมืองลิกไนต์เพื่อขุดถ่านหินขึ้นไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กฟผ. ก่อให้เกิดผลกระทบด้านต่างๆ แก่ชาวบ้านทั้งกลิ่น เสียง ฝุ่น และก๊าซพิษ ทั้งที่ กฟผ.สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นแต่กลับไม่สนใจ ปล่อยให้เกิดปัญหาส่งผลกระทบต่อชาวบ้านและด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศวิทยา ทุ่งเลี้ยงสัตว์ ต้องทนต่อความเดือดร้อนมานานกว่า 10 ปี เสมือน กฟผ.ไม่มีความจริงใจต่อการป้องกันและการแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นให้กับชาวบ้าน จึงเห็นควรไม่ต่อใบอนุญาตดังกล่าว

ด้านนายศุกร์ ไทยธนสุกานต์ นายก อบต.บ้านดง กล่าวว่า ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว และให้ระงับการต่อใบอนุญาต และการอนุญาตขอใช้พื้นที่ใน ต.บ้านดง เพื่อเททิ้งมูลดินทรายแล้ว ทำหนังสือยื่นต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการขออพยพราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองลิกไนต์ของกฟผ.แม่เมาะด้วยเช่นกัน

"อบต.บ้านดง พิจารณาแล้วเห็นว่า ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้ง 3 หมู่บ้าน กว่า 730 ครอบครัว เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่กระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ ของประชาชน กฟผ.กับรัฐบาลต้องจริงใจเข้ามาร่วมวางแผนและแก้ไขปัญหา รวมทั้งการจ่ายเงินชดเชยการอพยพ ทั้งค่ารื้อถอน ค่าที่ดินทำกิน และความเป็นธรรมต่างๆ ที่ประชาชนควรได้รับโดยเร็วที่สุด"

หน้า 25
 
 
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNVEV4TVRJMU13PT0=&sectionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBeE1DMHhNaTB4TVE9PQ==
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2010, 10:15:28 PM »

โฉนดบนที่ดินสาธารณะ? ชะตากรรมคนจนบ้านบานา
Wed, 2010-12-15 14:41

แซมซู แยะแยง
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
 
ชีวิตคนจนบ้านบานา ปัตตานี ยึดที่สาธารณะใช้อาศัยทำกิน แต่ฉะไหนกลายเป็นที่ดินมีโฉนด จนถูกจับกุมดำเนินคดี กำนันยืนยันเป็นที่สาธารณะชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน เจ้าสู้ร้องขอความเป็นธรรม


บุกรุก? - นายรอฮิง ราเดง อายุ 61 ปี กับขนำหลังเล็กบนที่ดินสาธารณะบ้านบานา ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี แต่บัดนี้มีการออกโฉนดทับที่ดินแปลงนี้แล้ว ทำให้นายราฮิง ถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาบุกรุก

ชายแดนใต้วันนี้ ไม่ได้มีแค่ปัญหาความมั่นคงเท่านั้น ความทุกข์ยากลำบากของคนเล็กคนน้อยในพื้นที่ยังมีอีกมากมาย เช่น ปัญหาเรื่องความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย

อย่างกรณี ของนายรอฮิง ราเดง อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 3 ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี คนจนดักดานที่มีอาชีพรับจ้างเข็นรถเข็นขนของตามตลาดนัด ที่ยอมทำผิดกฎหมาย โดยเข้าไปบุกรุกที่สาธารณะใกล้ทะเลบ้านบานาสร้างขนำหลังเล็กใช้อยู่อาศัยหลับนอนกับลูกชายหนึ่งคน

บริเวณที่นายรอฮิงสร้างขนำตั้งอยู่บนคันนากุ้งร้าง พร้อมกับปลูกมะพร้าวสิบกว่าต้นตามขอบนากุ้งร้าง อายุ 4 – 5 ปี ใกล้กันมีการขึ้นโครงขนำอีกหลัง แต่ยังสร้างไม่เสร็จ นอกจากนี้ยังมีบ้านอีกหลายหลังในบริเวณเดียวกันที่ปลูกสร้างบนที่ดินสาธารณะ

นายรอฮิงเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินบริเวณนี้มา 15 ปีแล้ว หลังจากนากุ้งในบริเวณนั้นถูกทิ้งร้างได้ไม่นาน โดยเริ่มจากการปลูกพืชผักสวนครัว จากนั้น 7 ปีให้หลัง จึงเริ่มสร้างขนำแล้วย้ายเข้ามาใช้เป็นที่หลับนอน

แต่แล้วจู่ๆ ที่ดินสาธารณะที่เขาอาศัยอยู่นั้น กลายเป็นที่ดินมีโฉนด มีคนถือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของมาเกือบ 10 ปีแล้ว โดยที่นายรอฮิงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน

วันที่ 14 ตุลาคม 2553 ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธร(สภ.) เมืองปัตตานีเข้าจับกุมนายรอฮิง ตามหมายจับของศาลจังหวัดปัตตานี ที่ออกมาตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2552 ข้อหา บุกรุกที่ดิน ของ ร.ต.ต.หญิง บุญใจ บุตรดี อดีตข้าราชการตำรวจเกษียณอายุราชการ

เป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 44118 ซึ่งมีเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน ออก ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2544

หลังจากนั้น ตำรวจพานายรอฮิงไปที่สอบปากคำที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี โดยนายรอฮิงยอมรับสารภาพ พนักงานสอบสวนจึงส่งฟ้องศาลทันที

วันรุ่งขึ้น ศาลจังหวัดปัตตานีได้พิจารณาคดีนี้ โดยพิเคราะห์ว่า จำเลยคือนายรอฮิงมีความผิดฐานบุกรุกจริง พิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000 บาท แต่จำเลยรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

นอกจากนี้ ศาลจังหวัดปัตตานี ยังมีคำสั่งให้รื้อถอนขนำภายใน 10 วัน เมื่อจ่ายค่าปรับเสร็จ จึงเดินทางกลับขนำหลังเดิมทันที

เมื่อนายรอฮิงถูกจับกุมดำเนินคดี เพื่อนบ้านอีกคนที่กำลังขึ้นโครงสร้างขนำหลังใหม่ใกล้ๆกัน ก็หายหน้าไป ไม่กล้าที่จะเข้ามาสร้างต่อให้เสร็จ

นายรอฮิง เล่าว่า ตนได้ปลูกสร้างขนำหลังนี้มากว่า 7 ปีแล้ว เพราะคิดว่ายังเป็นที่ดินสาธารณะอยู่ ตั้งแต่สมัยก่อน ที่ดินบริเวณนี้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่รู้มาก่อนว่าที่ดินบริเวณนี้มีการออกโฉนดแล้ว และออกตั้งแต่เมื่อไหร่

“ผมทราบเพียงแต่ว่า ก่อนหน้านี้มีนายทุนมาเช่าที่ดินบริเวณนี้ทำนากุ้ง ทำได้ 5 – 6 ปีก็เจ๊ง นากุ้งก็เลยถูกทิ้งร้าง และไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรต่อ ผมจึงเข้าไปสร้างขนำ ทำสวนผสมผสาน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่” นายรอฮิง กล่าว

แม้ก่อนที่นายรอฮิงจะถูกตำรวจจับกุม เคยถูก ร.ต.ต.หญิงบุญใจ ผู้มีรายชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนด เคยมาแจ้งเตือนให้รื้อขนำออกไปจากที่ดินแปลงนี้ พร้อมแสดงโฉนดที่ดินให้เห็นแล้ว แต่นายรอฮิงก็ยังไม่ยอมย้ายออกไป

“ผมไม่มีทางเลือก ผมต้องอาศัยและทำมาหากินบนที่ดินแปลง เพราะผมยากจน ผมมีลูก 8 คน ไม่รู้จะไปทำมาหากินที่ไหน จึงต้องอยู่ต่อไป ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าผิดกฎหมาย”

แม้นายรอฮิงยังยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ไปไหนทั้งที่เคยถูกจับมาแล้ว แต่นายรอฮิงก็ยังอดสงสัยไมได้ว่า ทำไมที่ดินสาธารณะที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันจึงตกไปอยู่ในกำมือของอดีตข้าราชการได้

ก่อนหน้านี้ นายรอฮิง ได้ล่ารายชื่อชาวบ้านในหมู่บ้านได้ 77 คน เพื่อเรียกร้องสิทธิในการใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินสาธารณะในพื้นที่หมู่ที่ 3 บ้านบานา ตำบลบานาแห่งนี้

แต่ยังไม่ทันได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานใด เกิดความขัดแย้งระหว่างนายรอฮิงกับชาวบ้านที่ลงชื่อด้วยแต่ไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวกับนายรอฮิง นายรอฮิงจึงหยุดดำเนินการต่อ

แต่นายรอฮิงก็ยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น เพราะเขาได้ร้องเรียนไปยังเครือข่ายอาสาสมัครยุติธรรมทางเลือกด้วยวาจา ให้ตรวจสอบการออกโฉนดทับที่ดินสาธารณะที่นายรอฮิงปลูกขนำอยู่ได้อย่างไร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553

สำหรับเครือข่ายอาสาสมัครยุติธรรมทางเลือก มีสำนักงานอยู่ที่เดียวกับมูลนิธิฮิลาลอะฮ์มัรจังหวัดปัตตานี ใกล้กับโรงแรมซีเอสปัตตานี

นายลายิ ดอเลาะ อายุ 59 ปี กำนันตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี บอกว่า ที่ดินสาธารณะบ้านบานาแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ซึ่งเป็นที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน

“ที่ผ่านมา ผมเคยได้รับการร้องขอจากนายเซ็ง การีนา อดีตคนดูแลนากุ้งของ ร.ต.ต.หญิงบุญใจ และนายอาแซ เจ๊ะเอาะ อดีตผู้ใหญ่ หมู่ที่ 3 ตำบลบานา ให้เซ็นรับรอง เพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับร.ต.ต.หญิง บุญใจ แต่เมื่อพิจารณาจากเดิมที่ดินบริเวณนี้เป็นที่ดินสาธารณะ ประกอบกับหลักฐานการขอออกโฉนดก็ไม่ชัดเจน ผมจึงไม่เซ็นรับรอง เพราะกลัวจะเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง” นายลายิ กล่าว

ทั้งนายเซ็ง และนายอาแซ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว

นายลายิ บอกต่ออีกว่า ที่ดินบริเวณนี้ชาวบ้านเคยใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ดั้งอดีต ใครจะปลูกพืชอะไรก็ปลูกไป ใครจะเลี้ยงสัตว์ก็ได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

“ส่วนคนที่เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินบริเวณนี้ เพราะต่างก็ยากจน บ้านที่ใช้อาศัยอยู่เดิมก็แออัด บางคนไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง” นายลายิอธิบายถึงสาเหตุของการบุกรุกที่สาธารณะบริเวณนี้

พร้อมกับยืนยันว่า ที่ผ่านมาพบว่า มีการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินสาธารณะบริเวณนี้โดยมิชอบตามกฎหมายยังมีอีกหลายแปลง
http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32301
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 05:32:21 AM »

การเมือง : นโยบาย
วันที่ 24 ธันวาคม 2553 00:59

เหมืองโปแตซอุดรฯ ประชาชนต้องมา(โดน)ก่อน
โดย : ประชุม ประทีป

ชาวบ้านคัดค้านสัมปทานเหมืองโปแตซใต้ดินอุดรฯ มานับ10ปี เผชิญการรุกล้ำสิทธิชุมชนของทุนใหญ่ โดยมีหน่วยงานรัฐทำตัวเป็นกลไกเครื่องมือของนายทุน

เมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตัดลดเหลือ 11 ประเภทโครงการ จาก 18 ประเภทโครงการรุนแรง ที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหามาบตาพุด พิจารณาจัดทำบัญชีประเภทโครงการรุนแรง ตามมาตรา 67 วรรคสอง เสนอต่อรัฐบาล

นำไปสู่ภาคประชาชนยื่นร้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กําหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติ สําหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ไม่เพียงพี่น้องเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกได้ซาบซึ้งกับนโยบาย"ประชาชนต้องมาก่อน" แม้จะโวยคอแหบแห้ง ประธานอานันท์ ปันยารชุน ก็ช่วยอะไรไม่ได้ รัฐบาลภายใต้อิทธิพลทุนยังทำให้ชาวบ้านกว่า 20 หมู่บ้านที่ต่อต้านการขอสัมปทานโครงการเหมืองแร่โปแตซใต้ดินอุดรธานีมาร่วม 10 ปีต้องเสียความรู้สึกด้วย เพราะได้ “ประทับตรา ไม่รุนแรง”ให้โครงการนี้พ่วงไปด้วย จึงไม่ต้องประเมินผลกระทบทางสุขภาพ(HIA) ไม่ต้องให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นประกอบอีกด้วย

ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐกับบริษัททุนข้ามชาติก็พยายาม “ลักไก่”แทบทุกโอกาส เช่น ในปี 2543 บริษัทอ้างว่ารายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)ของโครงการผ่านความเห็นชอบแล้ว ทั้งๆ ที่กฎหมายแร่ใต้ดินแก้ไขเพิ่มเติมเพิ่งมีผลบังคับใช้ปี 2545 ชาวบ้านต้องกดดันกระทั่งต้องตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการชุดพิเศษ ศึกรายงาน EIA ฉบับนี้ และได้ข้อสรุปว่า ผิดขั้นตอนและไม่มีคุณภาพทางวิชาการ บกพร่องถึง 26 ประเด็น กระทั่งต้องยกเลิกฉบับนี้ไป

ถึงกระนั้น พ.ร.บ.แร่ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2545 ก็ผูกปมไว้เอื้อต่อกลุ่มทุนเหมืองโปแตซอุดรธานี สาระสำคัญคือ เหมืองใต้ดินลึกเกิน 100 เมตรถือว่าเลยแดนกรรมสิทธิ์เจ้าของที่ดินบนดิน ลึกไปกว่านั้นเป็นของรัฐ

ซึ่งชั้นแร่โปแตซอุดรธานีอยู่ลึกลงไปประมาณ 300 เมตร ฉะนั้น จึงเหมาะเจาะกันพอดี

เรื่องนี้ทั้งชาวบ้าน นักวิชาการ ส.ว. สภาทนายความ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต่างคัดค้าน แต่ก็ไม่เป็นผล     

ประเด็นสัญญาสัมปทานเขียนให้รัฐเสียเปรียบก็อีก สภาทนายความได้ศึกษาแล้วเห็นว่าเป็นสัญญาอัปยศ เสนอให้รัฐทบทวนสัญญาตั้งแต่ปี 2546 แต่เรื่องก็เงียบไป

ย้อนไปพ.ศ.2549 แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี 5 คนถูกบริษัท เอเชีย แปซิฟิคโปแตช คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (หรือ เอพีพีซี) ฟ้องข้อหา "บุกรุกและทำลายทรัพย์สิน" จากการที่ชาวบ้านขัดขวางการ "ลักไก่" รังวัดปักหมุดเขตเหมืองแร่และโรงแต่งแร่ โดยเจ้าหน้าที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.)  กับบริษัทฯ โดยชาวบ้านแย้งว่าไม่ถูกแจ้งให้ทราบก่อน คดีนี้ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต.รวม 19 คนต้องใช้ตำแหน่งเป็นนายประกันแทนหลักทรัพย์มูลค่า 1,140,000 บาท กระทั่งศาลยกฟ้องปลายปี 2550 และให้เหตุผลว่าชาวบ้านทำถูกต้องชอบธรรมเพื่อปกป้องทรัพยากรชุมชน เป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

ปี 2552 ชาวบ้านเสนอให้ศึกษาสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment: SEA) หลักคิดคือเอาพื้นที่อันมีศักยภาพเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาโครงการเป็นตัวตั้ง ระหว่างจะนำเข้าคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาของเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง แต่แล้ว กพร.ก็ชิงเสนอทำ SEA เสียเอง โดยอ้างมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ปี 2549 เคยเสนอทำ SEA แร่โปแตซทั้งภาคอีสาน ถึงกระนั้นหลักคิดแตกต่างจากภาคประชาชนอย่างสิ้นเชิง   

ปี 2553 ถกเถียงมาตรา 67 วรรค 2 รัฐธรรมนูญ 2550 เรื่องโครงการที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จะต้องศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) และผลกระทบทางสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) ก่อน และยังต้องให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นประกอบ

จากจุดนี้เองนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหามาบตาพุด ทำหน้าที่จัดทำบัญชีประเภทโครงการรุนแรงตามมาตรา 67 วรรค 2 

กพร.เอาการประชุมเมื่อ 29 ต.ค.2553 ที่โรงแรมเซ็นทารา โฮเต็ล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อุดรธานี ที่มีการเกณฑ์ชาวบ้านมาจำนวนมาก อ้างเป็นเวทีชี้แจงรังวัดปักหมุดกับประชาชนแล้ว แต่สำหรับชาวบ้านในพื้นที่โครงการยืนยันว่าไม่ใช่ 

วันถัด 30 ต.ค. ถึง 1 พ.ย. คนของ กพร.กับคนของบริษัท ก็ดอดเข้าพื้นที่ไปรังวัดปักหมุดขอบเขตแผนที่  ระหว่างนั้น 31 ต.ค. อธิบดี กพร.จัดแถลงข่าวให้ครบสูตรว่า ทำการรังวัดปักหมุดเขตพื้นที่ขอประทานบัตรในเขตอุดรใต้ 4 แปลง 26,446 ไร่ เสร็จแล้ว ไร้ปัญหา
ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทฯ ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่โครงการไปลงชื่อรับเงินค่าลอดใต้ถุนบ้านไร่ละ 1,000 บาท หนำซ้ำสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ออกหนังสือราชการลงวันที่ 3 พฤศจิกายน ประชาสัมพันธ์ช่วยส่งไปยังนายอำเภอเมือง นายอำเภอประจักษ์ศิลปาคม และผู้นำชุมชนในพื้นที่ดำเนินโครงการอีกด้วย 

ตัวเงินนี้จะก่อความแตกแยกในชุมชนอีก และสร้างความชอบธรรมแก่บริษัท

ข่าวว่าตอนนี้ กพร.ก็กำลังระดมนักวิชาการฝ่ายตัวเองสรรหามาจัดทำ SEA เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ครบสูตร

สังคมมาตรฐานเดียวใครเขาจะเชื่อ เพราะเป็นมาตลอด ขบวนการ "ลีกไก่" ขบวนการ "ล็อบบี้" มีอยู่ในหน่วยงานของรัฐ ระบบราชการแบบล้าหลังในโครงการอยุติธรรม ที่สวนทางกับแนวทางปฏิรูปประเทศไทย และจะเป็นเงื่อนไขเกิดความรุนแรงอีกในไม่ช้า


Tags : โปแตชอุดรธานี
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/policy/20101224/368922/เหมืองโปแตซอุดรฯ-ประชาชนต้องมา(โดน)ก่อน.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 05:37:44 AM »

การเมือง : บทวิเคราะห์
วันที่ 23 ธันวาคม 2553 13:10

คดีที่ดินกับคนจน: อำนาจรัฐและการลงทัณฑ์
โดย : สหพล สิทธิพันธ์ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้(สกต.)


' หลักการที่ว่าบุคคลเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายและผู้ชี้ขาดความถูกผิดคือศาลสถิตยุติธรรมแต่สำหรับ"คนจน"เมื่อขึ้นสู่ศาลมิได้ยุติลงด้วยความเป็นธรรม

ก่อนจะถึงขั้นตอนการปราบปรามด้วยกองกำลังติดอาวุธ กฎหมายคือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้รัฐดูเสมือนมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ  และโดยปกติกลไกการใช้ความรุนแรง เช่น กองทัพ  ตำรวจ  ก็ใช้ควบคู่กับกลไกทางอุดมการ เช่น กฎหมาย สื่อมวลชน เห็นได้ชัดเจนในกรณีการปราบปรามการชุมนุมของ นปช. และคนเสื้อแดง

กรณีการปราบปรามการเคลื่อนไหวเพื่อโต้แย้งสิทธิในที่ดิน การเข้ายึดที่ดินของนายทุนโดยเกษตรกรรายย่อย แรงงานไร้ที่ดินในชนบทหรือ คนจน(ในความหมายคนที่ไร้อำนาจรัฐและอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ในมือ) ล้วนดำเนินไปโดยการทำงานร่วมกันของกลไกทางอุดมการ และกลไกการใช้ความรุนแรง

ไม่ว่ากรณีการจับกุมผู้ต้องหา  ๑๐๘  คน ด้วยข้อกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินเอกชน กว่า  ๑,๐๐๐ คดี  ที่จังหวัดลำพูน เมื่อปี ๒๕๔๕

ไม่ว่ากรณีการสลายการชุมนุมและตอบโต้การยึดสวนปาล์ม โดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนภาคใต้ที่จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖ และที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๖ ซึ่งนำมาสู่การจับกุมผู้ต้องหาหลายร้อยคนในจำนวนนี้มี  ๔๘ คน ถูกส่งฟ้องศาลด้วยข้อกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินสวนปาล์มเอกชน รวม ๒๑ คดี

โดยหลักการที่เชื่อกันว่าบุคคลเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย และผู้ชี้ขาดความถูกผิดคือศาลสถิตยุติธรรม แต่เรื่องราวของ “คนจน” เมื่อขึ้นสู่ศาลบ่อยครั้งมิได้ยุติลงด้วยความเป็นธรรม  กระทั่งนำมาสู่ข้อสรุปว่าแท้จริงแล้วกฎหมายกับความเป็นธรรมมิได้ดำรงอยู่ควบคู่กันเสมอไป  เพราะความแตกต่างกันด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ-สถานะทางการเมือง  ล้วนเป็นมูลเหตุสำคัญ  ซึ่งเราจะพบได้เสมอในคดีของคนจน  โดยเฉพาะคดีที่เกิดจากการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน หรือ การต่อสู้เพื่อปกป้องผืนป่า ต้นน้ำลำธาร และสภาพแวดล้อมของชุมชน เช่น กรณีชาวบ้านย่าหมี  อำเภอเกาะยาว  จังหวัดพังงา ต่อสู้คัดค้านการทำลายป่าชุมชนเพื่อสร้างรีสอร์ทโดยนักลงทุนด้านการท่องเที่ยว จนถูกจับกุมดำเนินคดี จำนวน ๑๘ คน ด้วยข้อหา บุกรุกที่ดินมีเอกสารสิทธิ  ซึ่งภายหลังได้ตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิ์เหล่านั้นออกโดยมิชอบ, ( ดูรายงานการตรวจสอบฯ ที่ ๑๐๗/๒๕๕๒โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)  

ในคดีเหล่านี้ผู้มีอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ-การเมือง สามารถที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมให้เกิดประโยชน์ในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้เสมอจนแทบจะสรุปได้ว่ากระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันแท้จริงคือ กระบวนการอยุติธรรม

กล่าวเจาะจงลงไปที่คดีอันเนื่องมาจากการต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินของเกษตรกรไร้ที่ดินหรือแรงงานในชนบททั้งหลาย  มูลเหตุของเรื่องนี้มาจากการกำหนดนโยบายของรัฐในด้านการจัดการทรัพยากรและการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผิดพลาดมาแต่ต้น หรือจะเรียกว่าตั้งใจให้เป็นเช่นนี้ก็ว่าได้เพราะต้องการควบคุมการจัดสรรแบ่งปันปัจจัยการผลิตให้อยู่แต่ในหมู่พวกเดียวกันกับผู้กุมอำนาจรัฐ  พร้อมๆ กับการตัดสิทธิ์ริดรอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการถือครองปัจจัยการผลิต ทั้งๆที่พวกเขาทั้งหลายคือกำลังแรงงานผู้ทำการผลิตแต่กลับไร้ปัจจัยการผลิต  ชนชั้นปกครองตระหนักดีว่า “มันผู้ใดควบคุมหรือมีกรรมสิทธิ์เหนือปัจจัยการผลิตของสังคม มันผู้นั้นย่อมมีอำนาจควบคุมชะตากรรมและลมหายใจของชนชั้นผู้ใช้แรงงานทำการผลิต”

เพื่อให้ทุนนิยมเติบโตรุดหน้าไปไม่หยุดยั้ง  ที่ดินจึงถูกกำหนดให้ทำหน้าที่มากกว่าการผลิตอาหารหรือปัจจัยสี่สำหรับมนุษย์แต่ที่ดินต้องมีบทบาทในฐานะที่เป็นสินค้าได้ด้วย เมื่อมาถึงขั้นนี้กลไกตลาดการลงทุนซื้อขายกักตุนเก็งกำไรที่ดินก็เข้ามามีบทบาทกำหนดการกระจายการถือครองที่ดินทำให้ผู้ที่มีเงินทุนมากกว่าสามารถเข้าถึงที่ดินได้มากกว่าด้วย  แรงกดดันทางการเงินยังส่งผลให้ที่ดินของเกษตรกรรายย่อยหลุดมือเร็วยิ่งขึ้นด้วยแพ้ภัยสงครามเศรษฐกิจ

การแย่งชิงและผูกขาดการถือครองที่ดินโดยกลุ่มทุนต่างๆ เพื่อเก็งกำไร  บ้างก็จำนองธนาคารเอาเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ จนกลายเป็นหนี้เน่า  หลังฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแตกเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่ดินมากกว่า ๓๐ ล้านไร่เป็นหนี้เน่า และประมาณว่ามีที่ดินประเภทต่างๆ ถูกทิ้งร้างและก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจปีละประมาณ... ๓ แสนล้านบาท  ในภาคใต้เฉพาะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี  จังหวัดกระบี่  จังหวัดชุมพร กลุ่มทุนสวนปาล์มรายใหญ่ ถือครองที่ดินรัฐโดยกลวิธีอันฉ้อฉล  จำนวนกว่า....๒.....แสนไร่

การตอบโต้จาก คนไร้ที่ดินหรือกำลังแรงงานภาคเกษตรที่ล้นเกินอยุ่ในชนบท และเขตชานเมือง ได้เริ่มขึ้นในจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่ เมื่อปี  ๒๕๔๔-๔๕ โดยการตรวจสอบข้อมูลที่ดินแต่ละแปลงพบว่ามีที่ดินทิ้งร้างอยู่หลายแปลงและเป็นหนี้เน่าอยู่ในธนาคารทั้งเอกสารสิทธิ์ก็ออกโดยมิชอบ  ปฏิบัติการต่อมาคือการบุกยึดพื้นที่การเกษตรที่ถูกทิ้งร้างติดค้างธนาคารพร้อมกับชูคำขวัญ “ที่ดินต้องเป็นของผู้ถือคันไถ”

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การจับกุมเกษตรกรนักต่อสู้  ๑๐๘ คน  ข้อหาบุกรุก รวม กว่า ๑,๐๖๔คดี  ปัจจุบันศาลฎีกาตัดสินจำคุกชาวบ้านดงขี้เหล็ก จังหวัดลำพูน ๒ ปี จำนวน ๒ คนอีก ๒ คน เป็นชาวบ้านท่าหลุก จังหวัดลำพูน ศาลตัดสินจำคุกคนละ ๑ ปี อีก ๓๑ คน รอคำพิพากษาศาลฎีกา  ที่เหลือยกฟ้อง

การยึดที่ดินขยายตัวลงสู่ภาคใต้  ปี ๒๕๔๖ เกษตรกรไร้ที่ดินหรือแรงงานชนบทไร้ที่ดินบุกยึดสวนปาล์มขนาดใหญ่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี-กระบี่ จำนวน ๑๓ แห่ง  ด้วยกำลังมวลชนประมาณ  ๒๐,๐๐๐ คน  ด้วยเหตุผลว่าพื้นที่สวนปาล์มเหล่านั้นหมดสัญญาเช่ากับรัฐบาลแล้วแต่นายทุนทั้งหลายยังไม่ยอมถอนตัวออกจากพื้นที่  พื้นที่เหล่านั้นมีฐานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรัฐนับตั้งแต่ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ  เขตปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  ที่ดินราชพัสดุ  ที่ดินสาธารณะประโยชน์  ทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์  ที่ดินสหกรณ์นิคม ซึ่งรัฐบาลควรนำมาปฏิรูปกระจายการถือครองและใช้ทำประโยชน์ในฐานะปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรมากกว่าปล่อยให้นายทุนผูกขาดการถือครอง  ผลักเกษตรกรส่วนใหญ่ให้กลายเป็นแรงงานที่ขาดความมั่นคงในอาชีพ

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การปราบปรามผลักดันด้วยความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ยึดที่ดินให้ออกจากพื้นที่ และจับกุมสมาชิกที่ไม่ยอมล่าถอยจำนวนหลายร้อยคน  แต่ที่เป็นคดีขึ้นสู่ศาลมีจำนวน ๔๘ คน  ๒๑ คดี  หลังจากต่อสู้คดีประมาณ ๓ ปี ด้วยวงเงินประกันตัว ๓,๗๘๐,๐๐๐ บาท(ระดมความช่วยเหลือจากแนวร่วม) สุดท้าย ศาลยกฟ้อง  เหลือเพียง ๑ ราย รอการตัดสินจากศาลฎีกาซึ่งเป็นคดีแจ้งความเท็จ

หลังจากการสลายการชุมนุม ของคนไร้ที่ดินที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปี ๒๕๔๖ มวลชนแยกกระจัดกระจายเป็นหลายกลุ่มและพยายามเคลื่อนกำลังเข้ายึดที่ดินแปลงต่างๆ ที่หมดสัญญาเช่าแต่ก็ถูกตีโต้ด้วยความรุนแรงทุกครั้ง  กระทั้งเดือนกันยายน ๒๕๕๐ ชุมชนสันติพัฒนา  จึงได้เข้ายึดพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ป่าถาวร ที่ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสวนปาล์มน้ำมัน จำนวน ๑,๔๘๔ ไร่ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม(มหาชน) จำกัด  ต่อมาบริษัทฯ ได้ฟ้องสมาชิกชุมชนสันติพัฒนา จำนวน  ๑๒ คน ดังนี้ (บริษัทสหฯ มีพื้นที่ทั้งหมด ๙ แปลง จำนวน ๔๔,๐๐๐ ไร่เศษ )

๑. คดีอาญา หมายเลขดำที่  ๑๙๑๒, ๒๑๓๑/ ๕๒  จำเลย ๙ คน ข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ฯ
๒. คดีแพ่ง หมายเลขดำ ที่ ๒๓๐/๕๒  จำเลย  ๓ คน ข้อหาละเมิด  ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจำนวน  ๕ ล้านบาทเศษ
๓. คดีแพ่งหมายเลขดำ ที่ ๑๒๔๓/๕๒  จำเลย ๑๒ คน ข้อหาละเมิด  ฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหาย  จำนวน ๑๐ ล้านบาทเศษ  (โจกท์ถอนฟ้องจำเลย ๓ คน คงเหลือ ๙ คน )
ประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลย
๑. บริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มฯ ไม่มีอำนาจฟ้อง
๒. ที่ตั้งของชุมชนตั้งอยู่บนที่ดิน ส.ป.ก.  และได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยโดยมติคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหา คปท. ครั้งที่  ๑  วันที่  ๑๑ มีนาคม  ๒๕๕๓
๓. ที่ดินพิพาทไม่ใช้ที่ดินของบริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มฯ
๔. น.ส.๓ ก  ที่ใช้เป็นฐานในการฟ้องร้องออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยการชี้มูลความผิดของกรมสอบสวนคดีพิเศษภายใต้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคดีความ  กระทรวงยุติธรรม

นอกจากนี้แล้ว  ปี  ๒๕๕๒ ยังมีการยึดที่ดินสวนป่ายูคาลิปตัส ของบริษัทสวนป่ากิตติ และกระดาษดับเบิลเอ และบริษัทลูกในเครือสวนป่ากิตติ ที่หมดสัญญาเช่าจากกรมป่าไม้ และก่อตั้งบ้านเก้าบาตร(และอีกประมาณ ๔ กลุ่ม) ที่ตำบลลำนางรอง  อำเภอโนนดินแดง  จังหวัดบุรีรัมย์  สมาชิกของกลุ่มถูกดำเนินคดี  ๓  คน และ  การยึดสวนป่ายูคาลิปตัส องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.)ก่อตั้งบ้านบ่อแก้ว ที่ ตำบลทุ่งพระ  อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ  กรณีหลังนี้มีคดีแพ่งเป็นชนักปักหลังนักต่อสู้สามัญชนจำนวน ๓๐ ราย

กรณีบ้านท่าหลุก  กิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง  จังหวัดลำพูน เกษตรกรไร้ที่ดิน เข้าใช้พื้นที่ในโครงจัดสรรที่ดินแปลงใหญ่หนองปลาสวาย  เมื่อปี  ๒๕๔๕   ต่อมาถูกนายทุนฟ้องข้อหาบุกรุก  ๑๙ ราย  ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก ๑ ปี ศาลอุทธรณ์ตัดสินลดโทษเหลือ  ๖  เดือนด้วยเหตุผลว่าชาวบ้านบุกรุกเฉพาะกลางวันไม่ได้สร้างที่พักในพื้นที่ และพ้นโทษได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๓ จำนวน ๑๗ คนเสียชีวิตในคุก ๑ คนเพราะป่วยด้วยโรคมะเร็ง(ยังถูกจำคุกต่ออีก ๑ คน เพราะมีความผิดในข้อหาอื่นด้วย)  กรณีนี้ฝ่ายโจทก์อาศัยเอกสารสิทธ์แสดงการเป็นเจ้าของที่ดินเป็นฐานในการฟ้องแต่มีเงื่อนงำว่าเหตุใดเอกสารสิทธิ์จึงออกทับที่ดินโครงการจัดสรรของชุมชน  และหลังศาลอุทธรณ์พิพากษาทนายความจำเลยพยายามยื่นขอประกันตัวเพื่อสู้คดีในศาลฎีกาแต่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตโดยอ้างเหตุผลว่ากลัวจำเลยหลบหนีส่วนศาลฎีกามีแนวโน้มไม่รับพิจารณาด้วยเหตุว่าเป็นคดีที่มีโทษต่ำ  ชะตากรรมของคนไร้ที่ดินบ้านท่าหลุก  กลุ่มนี้จึงต้องนอนคุก  ๖  เดือน ครอบครัวต้องประสบความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งยวด

กรณีบ้านพรสวรรค์ ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่  สมาชิกของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ จำนวน ๔๗ คน ถูกดำเนินคดีอาญา, ๓๙ คนในชุดเดียวกัน ถูกดำเนินคดีแพ่ง(เสียชีวิต ๘ ราย) ข้อหาบุกรุกสร้างที่พักอาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ(กรณีนี้ไม่มีที่ดินทำกิน) ในคดีอาญาศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก ๖ เดือน แต่ให้รอลงอาญา ส่วนคดีแพ่งให้ชดใช้โทษฐานความผิด ๗ ประการ เช่น ทำให้สูญเสียหน้าดิน สูญเสียปุ๋ยในดิน ทำให้เสียเนื้อไม้ ทำให้โลกร้อน(เฉพาะความผิดที่ทำให้โลกร้อนต้องชดใช้เป็นเงิน ๕๔,๐๐๐ บาท/ไร่) ซึ่งภายหลังจำเลยได้ทำสัญญายินยอมทำงานเพื่อใช้แรงงานทดแทนค่าปรับรายละ ๒๐๐,๐๐๐ – ๓๐๐,๐๐๐ บาท( ค่าปรับไม่เท่ากันเพราะพื้นที่อยู่อาศัยแต่ละครอบครัวไม่เท่ากัน)  โดยต้องทำงานที่หน่วยเพาะชำกล้าไม้แม่ออนอำเภอสันกำแพง ระยะทางไปกลับจากที่พักถึงที่ใช้แรงงานประมาณ  ๑๘๐ กิโลเมตร จำเลยต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายใน ๕๒ วัน ทั้งนี้ให้ไปทำงานสัปดาห์ละ ๑ วัน จำเลยต้องจ่ายค่าเดินทางและค่าอาหารกลางวันด้วยตนเอง ภายหลัง องค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา มีรถยนต์ให้บริการแต่ต้องเติมน้ำมันเอง (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์  ประยงค์  ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ-สกน.)

 นอกจากการยึดที่ดินในยุคใหม่ยังมีการบุกเบิกที่ดินในยุคเก่าสร้างหมู่บ้านชุมชนเกษตรกรรมอยู่ในเขตป่ามายาวนานซึ่งปัจจุบันถูกผนวกเป็นพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ มีปัญหาถูกกรมอุทยานฟ้องดำเนินคดีโดยเฉพาะข้อหาใหม่ในทางแพ่งคือทำให้โลกร้อนซึ่งสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท.) ทั่วประเทศ ๓๕ ราย ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมเกือบ ๑๓ ล้านบาท( ๑๒,๙๓๐,๙๒๗ บาท)

รัฐและทุนตอบโต้การต่อสู้ของเกษตรกร-แรงงานไร้ที่ดินด้วยการใช้ความรุนแรง  ทั้งโดยกำลังของคนในเครื่องแบบ  กลุ่มอิทธิพลนอกเครื่องแบบ  และกลไกของกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่ง

กล่าวในมิติของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเมื่อเราได้ศึกษาความจริงในหลายคดีทำให้ค้นพบความจริงในท่ามกลางความอยุติธรรมหลายประการดังนี้

๑. ศาลและกลไกอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม มีฐานะเป็นเครื่องมือของนายทุนในการปกป้องค้ำยันความศักดิ์สิทธิ์และทรงอิทธิฤทธิ์ของ “ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล” ในการถือครองเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะที่ดิน  ดังจะเห็นได้ชัดเจนในกรณีนายทุนฟ้องชาวบ้านย่าหมี อำเภอเกาะยาว  จังหวัดพังงา จำนวน ๑๘ คนข้อหาบุกรุกที่ดินมีเอกสารสิทธิ์  และ กรณีสมาชิกชุมชนสันติพัฒนา อำเภอพระแสง  จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถูกฟ้องทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา จำนวน ๑๒ คน  โดยมี น.ส. ๓ ก  จำนวน     ๑๐ แปลง  เป็นฐานในการกล่าวหาฟ้องร้อง  ต่อมาเมื่อวันที่  ๒-๗  พฤศจิกายน ๒๕๕๒ กรมสืบสวนคดีพิเศษ  ได้ตรวจสอบสารบบที่ดินของ น.ส.๓ ก  เหล่านั้นโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบด้วย  ผลการตรวจสอบเชื่อได้ว่าเอกสารสิทธิ์ออกโดยมิชอบ  ที่สำคัญมีที่ดินอีก ๑ แปลงที่อยู่ระหว่างการยื่นขอออกเอกสารสิทธิ์และภายหลังในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓    วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่ทำเนียบบรัฐบาล     เจ้าหน้าที่กรมที่ดินได้ชี้แจงว่าที่ดินพิพาทไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะออกเอกสารสิทธิ์ให้ได้  แต่ยังมิได้ถอนออกจากคำฟ้อง

๒. กระบวนการยุติธรรม ซึ่งมอบอำนาจชี้ถูกชี้ผิดไว้ที่ศาลซึ่งเป็นสถาบันที่ “ไร้การตรวจสอบถ่วงดุลย์จากประชาชนหรือองค์กรใดๆ ตามระบบประชาธิปไตย”  ในขณะเดียวกันสถาบันศาลยังเชื่อมโยงรับใช้ใกล้ชิดกับสถาบันเก่าแก่ในสังคมไทยทำให้ยากยิ่งนักที่จะมีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ได้  อำนาจใดมิอาจตรวจสอบได้อำนาจนั้นย่อมถูกใช้เพื่อประโยชน์และความพึงพอใจของผู้กุมอำนาจนั้นแต่ฝ่ายเดียว

๓. คำพิพากษา  คำสั่ง  กระบวนการพิจารณา  ของศาลในหลายคดีไม่ว่าสิ้นเสร็จเด็ดขาดแล้วหรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาล้วนมีลักษณะเป็นการ “กดขี่ขูดรีด” ที่กระทำต่อเกษตรกรยากจน-แรงงานไร้ที่ดิน ซ้ำซ้อนสืบเนื่องมาจากการกดขี่ขูดรีดโดยระบบเศรษฐกิจ  เช่น  กรณี ๑๙ รายที่บ้านท่าหลุก จังหวัดลำพุน กรณี ๔๗ ราย บ้านพรสวรรค์ จังหวัดเชียงใหม่  กรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งโดยอ้างมูลเหตุว่าทำให้โลกร้อนทั้งในภาคเหนือ ใต้ อีสาน  กรณีชุมชนสันติพัฒนา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฯลฯ

๔. ความล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันควรในกระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม  สะท้อนระบบสองมาตรฐาน  เป็นมูลเหตุสำคัญที่ตอกย้ำ “ความล่าช้าคือความไม่ป็นธรรม”  เช่น  คดีที่ ส.ป.ก. ฟ้องขับไล่บริษัทจิว กัง จุ้ย  ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. มายาวนานเมื่อปี ๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นจังหวัดกระบี่พิพากษาให้โจทย์  คือ ส.ป.ก. เป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยจึงยื่นอุธรณ์ และขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อเข้าทำประโยชน์ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด  บัดนี้ กว่า ๒ ปีผ่านไป  ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำพิพากษา  ในขณะที่เกษตรกรเฝ้ารอคอยการปฏิรูปที่ดินมานับตั้งแต่ปี ๒๕๔๖

๕. การพิจารณาคดีโดยขาดความรอบรู้ในมิติทางสังคม ประวัติศาสตร์  วิถีชีวิตและการผลิต ของชนชั้นผู้ทำการผลิต  และขาดความเครารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน  ทำให้การพิจารณาและพิพากษาคดีเป็นการซ้ำเติมทุกข์เข็ญให้กับชีวิตที่เป็นเบี้ยล่างในสังคมต้องแบกรับชะตากรรมการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนซ้ำซ้อนสืบไป  เช่น  กรณี นางหน่อดา  (ปาเกอเญอ)  อายุ  ๖๕  ปี ถางป่า ๕๐๐ ไร่ ด้วยมีดเพียง  ๑ เล่ม เหตุเกิดที่ อำเภอแม่สะเรียง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน(ดูรายละเอียดในรายงานตรวจสอบการละเมิดสิทธิโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)  และ กรณี จับหนูกินในเขตอุทยานไปเก็บเกี่ยวข้าวโพดถูกฟ้องข้อหาทำให้โลกร้อน  (ภาคอีสาน) กรณีคนลัวะ(ชนชาติส่วนน้อย) อำเภอเชียงกลาง  จังหวัดน่าน ถูกจับเพราะหาเก็บฟืนในเขตอุทยานฯ

๖. ศาลยุติธรรม เป็นกลไกยับยั้งการใช้สิทธิของคนจนในการต่อสู้กระทั่งสลายการลุกขึ้นสู้ของประชาชน  เช่น กรณีเมื่อปี ๒๕๔๖ การเคลื่อนไหวเข้ายึดที่ดินสวนปาล์มหมดสัญญาเช่า จำนวน๑๓ แปลง รวมพื้นที่ หลายหมื่นไร่ ในเขตจังหวัดกระบี่- สุราษฎร์ธานี  และ กรณีเมื่อปี ๒๕๔๕ ยึดที่ดินนายทุนจังหวัดเชียงใหม่- ลำพูน ๒๒ แปลง รวมพื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่  คดีที่เกิดจากทั้งสองกรณีนี้ส่วนใหญ่ศาลยกเพราะหลักฐานไม่พอ  แสดงว่าตั้งข้อหาจับกุมส่งศาลไว้ก่อน เพื่อสลายม็อบหรือทำให้การต่อสู้ชะงักและมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากมายเช่น...กรณีชุมชนสันติพัฒนา  คลองไทร  น้ำแดง  มีภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีรวมถึงปัจจุบันประมาณ  ๑,๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท  ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมค่าเดินทาง ในวันมาศาลของจำเลยและญาติ                                                                                                                                                                                                                  

ด้วยมูลเหตุตามที่กล่าวมาข้างต้น  รวมถึงที่นอกเหนือจากนี้  จึงมีข้อเสนอเพื่อผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมไทยได้รับใช้ประชาชนด้วยภาระกิจการสร้างความเป็นธรรม และ ความเสมอภาคในสังคม  ดังนี้
๑. ปฏิวัติระบบศาลจากระบบกล่าวหาเป็นระบบไต่สวน

๒. ปรับปรุงกระบวนวิธีพิจารณาความทั้งแพ่ง และอาญา

๓. ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบทุกขั้นตอนมิให้เป็นเพียงเครื่องมือในการปกป้องความอยุติธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งปวง มิว่าเกิดโดยรัฐหรือระบบทุน

๔. รัฐในระบบประชาธิปไตยต้องมีพันธะผูกพันในการให้ความคุ้มครองการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม  เพื่อการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ที่สำคัญการต่อสู้เพื่อกระจายความมั่งคั่งภายในชาติอย่างทั่วถึงเท่าเทียม  ซึ่งรูปธรรมหนึ่งในประการหลังนี้คือ  การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมในการถือครองปัจจัยการผลิต  รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๕. รัฐในระบบประชาธิปไตยมีพันธะผูกพันที่จะต้องให้ความเคารพสิทธิเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานทำการผลิตทั้งในโรงงานและทุ่งนา   ในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทุกด้านอันเป็นประโยชน์ของสาธารณะชน “สิทธิในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของประชาชนต้องได้รับการเคารพ” เช่น  การต่อสู้เพื่อให้มีการปฎิรูปที่ดิน  การต่อสู้เพื่อระบบรัฐสวัสดิการ  ดังนั้น เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานทั้งหลายจึงมี  สิทธิที่จะไม่ถูกดำเนินคดีอาญา  เนื่องจากการกล่าวอ้างสิทธิและการต่อสู้       ( ดู ลา เวีย คัมเปซินา,  ปฏิญญาชาวนา  ข้อ  ๑๓)

๖. แก้ไขกองทุนยุติธรรม ให้เอื้อประโยชน์ต่อคนจนในการปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนเองและชุมชน  เช่น เรื่องเงินประกันตัว

กระบวนการยุติธรรม  มีขึ้นเพื่อดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมต่อประชาชนแต่ในทางปฏิบัติกฎหมายและระเบียบต่างๆ ของทางราชการมักจะเป็นอุปสรรคขัดขวางกระทั่งทำลายหลักการสำคัญที่เกี่ยวกับความยุติธรรม  ความเสมอภาค  ในทางพฤตินัยรัฐธรรมนูญจึงไม่ได้รับการเคารพ  กฎหมายระดับพระราชกำหนด  พระราชกฤษฏีกา  กฎกระทรวง  เสียอีกที่ถูกอ้างอิงให้ความสำคัญมากกว่ารัฐธรรมนูญ ระบบราชการชอบใช้ “วิธีการทำลายเป้าหมาย”

ตราบใดที่  ประชาชนยังไม่อาจเข้าถึงกระทั่งเป็นเจ้าของอำนาจรัฐ  ประชาชนยังไม่อาจเข้าถึงปัจจัยการผลิตและความมั่งคั่งทั้งปวงในประเทศชาติของตน  และการต่อสู้ใดๆ เพื่อทวงถามสิทธิอันชอบธรรมของตนในปัจจัยการผลิตก็ดี  ผลผลิตจากหยาดเหงื่อแรงงานก็ดี  ล้วนจักถูกโต้ตอบและลงโทษทัณฑ์ด้วยอำนาจรัฐที่อาศัยศาลยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกำหราบปราบปรามประชาชนมิให้กล้าคิดกล้ากระทำการใดๆ เพื่อการต่อสู้ปลดปล่อยตนเอง

Tags : คดีที่ดินกับคนจน: อำนาจรัฐและการลงทัณฑ์
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20101223/368787/คดีที่ดินกับคนจน:-อำนาจรัฐและการลงทัณฑ์.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 02, 2011, 03:37:46 PM »

นักวิชาการชี้ปี 53 วิกฤต"คดีที่ดิน-วิกฤติน้ำท่วม-หนี้สินล้น"กระทบเกษตรกรรุนแรงที่สุด

วันที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:09:11 น.
แบ่งปันข่าวนี้บน facebook Share

นักวิชาการ คปร.เผยทุกข์หนักชาวบ้านรอบปี 53 คดีที่ดิน-วิกฤติน้ำท่วม-หนี้สินล้น เสนอทำ จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ ตั้งโต๊ะรับซื้อข้าว แก้ปัญหาด่วนราคาตกหลังภัยพิบัติ นักสิทธิมนุษยชนชี้ปัญหาแบ่งสีสร้างรอยร้าวชุมชน วิพากษ์สื่อกระแสหลัก-วิทยุชุมชน มีพื้นที่สิทธิชาวบ้านต่ำ

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ คณะกรรมการปฏิรูป(คปร.) เปิดเผยกับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชนว่า ในรอบปีที่ผ่านมาปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านเกิดจาก 3 เรื่องใหญ่ เรื่องแรกคือคดีที่ดิน ที่ชาวบ้านถูกจับข้อหาบุกรุกที่ดินรัฐทั้งที่อยู่อาศัยทำกินมาก่อนประกาศเขตป่าสงวนป่าอนุรักษ์ ถูกตัดสินจำคุกแล้ว 500 ราย และอยู่ระหว่างคดีอีกเป็นหมื่นราย ซึ่งล่าสุดวันที่ 5 ธ.ค.ได้รับการปล่อยตัว 18 ราย เรื่องนี้สะท้อนว่ากระบวนการยุติกรรมไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน

เรื่องที่สอง คือภัยน้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายให้พื้นที่การเกษตรกกว่า 8 ล้านไร่ นับว่าเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของเกษตรกร บางคนไม่ได้รับค่าชดเชยตามเกณฑ์ เพราะท่วมไม่หมดแต่เหลือที่ทำกินเล็กน้อย ผลผลิตก็ลดลง หนำซ้ำราคาข้าวยังตก ขายข้าวไม่ได้ โรงสีบางแห่งไม่รับซื้อ บางแห่งกดราคา ทำให้ต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัว

เรื่องที่สามคือหนี้สิน ปีนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรแทบจะไม่คืบหน้าเลย เพราะรัฐบาลใช้วิธีการให้ธนาคารและสถาบันการเงินไปจัดการหนี้สินเกษตรกรเองโดยไม่ผ่านกองทุนฯ แทนที่จะตัดต้นครึ่งหนึ่งยกดอกทั้งหมดตามเงื่อนไข ทำให้เกษตรกรเป็นล้านๆ ครอบครัวต้องแบกรับภาระดอกเบี้ย

ดร.เพิ่มศักดิ์ เสนอว่า เรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขเฉพาะหน้าคือ ปัญหาราคาข้าวหลังประสบภัยพิบัติ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่เกวียนละ 6,300 บาท ได้เงินส่วนต่างราคาประเมิน 1,000 บาท  รวมแล้ว 7,000 กว่าบาท สมมติมีที่นา 20 ไร่ แต่พื้นที่ทำนาได้จริงเหลือน้อย ทำและขายได้ 5 เกวียน เท่ากับปีหนึ่งได้ 30,000 กว่าบาท ตกเดือนละ 2,000 บาท ชาวนาจึงอยู่ไม่รอด

 “อยากให้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้มาตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ที่รับซื้อในราคานำ

ตลาดในจังหวัดที่ประสบปัญหา เช่น จ.ปราจีนบุรี ที่ต้องการให้ช่วยเหลือข้าวอีกประมาณ 2 หมื่นตันโดยด่วน” ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าว

 ส่วน นายจรัล พากเพียร อนุกรรมการสื่อสารสิทธิมนุษยชนเพื่อการสาธารณะ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มองภาพชุมชนไทยในรอบ 1 ปีว่าเกิดความขัดแย้งหลายเรื่อง ทั้งการเมืองที่มีการแบ่งแยกสี ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่ดิน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการได้รับข้อมูลไม่เท่ากันของชาวบ้าน แต่ขณะเดียวกันก็มีผลสะท้อนทำให้ชาวบ้านเรียนรู้ที่จะออกมาปกป้องสิทธิของตนเองมากขึ้น เช่น ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆรู้จักรวมตัวกันหาข้อมูลและต่อสู้เรียกร้องสิทธิชุมชนที่ควรได้รับตามรัฐธรรมนูญ และหลายแห่งยังหันกลับไปดึงวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ดีกลับมาดูแลชุมชน

 นายจรัล ยังมองบทบาทของสื่อว่านำเสนอเนื้อหาด้านสิทธิชุมชนน้อยมาก โดยเฉพาะวิทยุชุมชนซึ่งถือว่าเป็นสื่อท้องถิ่นที่เข้าถึงชาวบ้านมากที่สุด

เรามีสื่อมากมาย ทั้งระดับประเทศ ระดับโลก ระดับชุมชน มีเทคโนโลยีมีเครื่องมือ แต่ไม่มีเนื้อหาสาระใส่เข้าไปเพื่อให้คนได้เรียนว่าสิทธิชุมชนเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในวิถีชีวิต หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้มันหายไป เพราะความมุ่งแต่จะเอากำไร ส่วนวิทยุชุมชนเพื่อชุมชนเองจริงๆก็มีอยู่น้อยมาก” นายจรัล กล่าว.
 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293941561&grpid=01&catid=&subcatid=
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 26, 2011, 03:39:47 AM »

นักข่าวพลเมือง : แฉแผนค่าลอดใต้ถุนหลอกเอารายชื่อชาวบ้านแนบประทานบัตรเหมืองโปแตช
Tue, 2011-01-25 23:00

อุดรธานี : วันที่ 25 ม.ค.54  แหล่งข่าวจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในกรณีการขอใบอนุญาตประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานีว่า หลังจาก กพร.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงปักหมุดรังวัดพื้นที่เหมืองตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ต.ค. – 1 พ.ย. 53 จนแล้วเสร็จ ขณะนี้ขั้นตอนการขออนุญาตประทานบัตร

โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ของบริษัท เอเชีย แปซิกฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) อยู่ระหว่างขั้นตอนการทำระวางแผนที่เหมือง แต่ยังติดปัญหาเนื่องจากว่าพื้นที่ที่บริษัทฯ ยื่นขอมีเนื้อที่กว้างขวางกว่า 2.6 หมื่นไร่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ในที่ดินของชาวบ้านทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณเขตเหมืองนั้นด้วย โดยให้เจ้าพนักงานที่ดินลงพื้นที่ไปทำระวางแนวเขตที่ดินแต่ละแปลงโดยละเอียดอีกครั้ง พร้อมทั้งให้เจ้าของแต่ละรายยินยอม ก่อนจะทำการไต่สวน ตรวจสอบพื้นที่ และปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ, ที่ทำการกำนัน, สำนักงานเทศบาล และ อบต. เพื่อให้ประชาชนค้านตามลำดับ

“ขอบอกว่ายังเหลือขั้นตอนอีกเยอะ ซึ่งกว่าจะรู้ว่าใครบ้างอยู่ในเขตเหมืองก็อีกนาน เพราะเจ้าพนักงานที่ดินจะต้องลงระวางที่ดินให้รู้ว่าที่ดินเป็นของใครบ้าง แต่ละแปลงมีลักษณะการใช้ประโยชน์อย่างไร และเจ้าของที่ดินต้องลงชื่อให้ครบ เพื่อใช้เป็นเอกสารแนบการอนุญาตออกประทานบัตร” แหล่งข่าวเปิดเผย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวสอดคล้องกับคำตอบของนายรังสรร  บุญสะอาด รักษาราชการแทนอุตสาหกรรมจังหวัด อุดรธานี เมื่อชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กว่า 10 คน เข้ายื่นหนังสือเพื่อสอบถามความคืบหน้าเรื่องการปิดประกาศขึ้นรูปแผนที่เหมืองโปแตชอุดรธานี เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด

โดยนายรังสรร กล่าวว่า การปักหมุดรังวัดเขตเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี กพร.ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาจากกรมเพื่อดำเนินการ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมีหน้าที่เป็นเพียงไปรษณีย์ส่งข้อมูลและเอกสารต่างๆ ให้แก่ส่วนกลางและคอยชี้แจงทำความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่  ส่วนผลการรังวัดทั้งหมดนั้นอยู่ที่กรมเป็นผู้จัดทำ ซึ่งตามขั้นตอนเจ้าพนักงานที่ดินจะต้องมีการลงระวางที่ดินในเขตเหมืองอีกครั้งหนึ่ง

ด้านนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์  ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวโดยตั้งข้อสังเกตว่า การจ่ายค่าลอดใต้ถุนที่ไม่มีการระบุเอาไว้ในกฎหมาย แต่บริษัทฯ อ้างว่าเป็นเงินให้เปล่าที่ไม่มีระเบียบบังคับ ไม่มีเงื่อนไข หรือข้อผูกพันใดๆ โดยข้อเท็จจริงกลับพบว่าบริษัทฯ ให้ชาวบ้านนำเอกสารสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดินไปให้ พร้อมทั้งให้เจ้าของที่ดินเซ็นต์ในหนังสือมอบอำนาจเพื่อให้บริษัทฯ สามารถกระทำการต่างๆ แทนเจ้าของที่ดินได้จนเสร็จการ

“การไต่สวนพื้นที่และปิดประกาศเขตเหมืองไม่สามารถเดินหน้าได้ เพราะ กพร. จะต้องรอเอารายชื่อทั้งหมดของชาวบ้านในเขตเหมืองมาแนบ แต่การจะให้ชาวบ้านในเขตเหมืองพื้นที่กว่า 2.6 หมื่นไร่ยินยอมนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ ดังนั้นบริษัทฯ จึงเอาเงินค่าลอดใต้ถุนมาเป็นเหยื่อ ล่อ ซึ่งถือเป็นขบวนการสมคบคิด และหลอกลวงชาวบ้านอย่างโจ่งแจ้ง ระหว่างข้าราชการ กพร.กับบริษัท เอพีพีซี เพื่อหลอกเอารายชื่อชาวบ้านในเขตเหมืองไปแนบเอกสารประกอบการขออนุญาตประทานบัตร” นายสุวิทย์กล่าว
http://www.prachatai3.info/journal/2011/01/32800
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 08:45:14 PM »

"ม.ร.ว.อคิน"พบแล้ว"การเมือง-บิ๊กทหาร"เจ้าที่ดินอันดามัน ตะลึง! 10 ปี ที่สาธารณะภูเก็ต หาย 2 หมื่นไร่
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เวลา 10:59:17 น.
แบ่งปันข่าวนี้บน facebook Share


อนุปฏิรูปที่ดิน ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ตเอ็กซ์เรย์นายทุน-นักการเมือง รุกที่ดินรัฐ ครอบครองที่ดินสาธารณะ พบพื้นที่ป่าชายเลนหายไป 3-5 เท่า ปูดญาตินักการเมืองดังและนายทหารใหญ่นอกราชการ ยึดหัวหาดอ่าวย่าหมี จ.พังงานับพันไร่ “เพิ่มศักดิ์” จี้รัฐใช้ยาแรงกล้าทำข้อมูลที่ดินเปิดโปงขาใหญ่ "แม่สมปอง" เผยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศกว่าหมื่นเตรียมบุกทำเนียบ 16 ก.พ.นี้
 
คณะอนุกรรมการปฏิรูปที่ดิน ฐานทรัพยากรธรรมชาติและน้ำ ที่มี ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เป็นประธานฯ ในคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.)พร้อมคณะลงพื้นที่รับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยชุมชนหาดราไวย์และมหาวิทยาลัยราชภัฎ จ.ภูเก็ต มีชาวบ้านผู้เดือดร้อนเข้าสะท้อนปัญหากว่า 300 คน
 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแลกเปลี่ยนและรับฟังปัญหาจากประชาชนที่มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ตนั้นนายธนู แนบเนียร ผู้อำนวยการองค์การความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและอันดามัน ได้นำเสนอรายงานปัญหาที่ดินและการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ไม่ยั่งยืนในพื้นที่ จ.ภูเก็ตและจ.พังงา โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในพื้นที่ จ.ภูเก็ตมีธุรกิจที่จดทะเบียนการประกอบการมากสุด คือ การก่อสร้างบ้านจัดสรรร้อยละ 40 และธุรกิจการท่องเที่ยวที่มีอัตราการขยายตัวพอๆ กัน คือ ร้อยละ 40 และธุรกิจรับเหมาก่อสร้างร้อยละ 13 แต่กลับไม่มีการจัดการผังเมืองอย่างเป็นชัดเจนและขณะนี้คนภูเก็ตกลายเป็นเพียงผู้เช่าอาศัยและเป็นคนพื้นเมืองที่ไม่มีที่อยู่ 
 
“เราพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนและที่ดินสาธารณะประโยชน์เพิ่มมากขึ้น โดยมีข้อมูลจากกรมที่ดิน จ.ภูเก็ตปี 2553 ว่าที่ดินสาธารณะ พื้นที่ป่าสงวนและพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดภูเก็ตลดลง 3 ใน 5 ของพื้นที่ทั้งหมด หากเทียบกับปี 2523 ที่เคยมีกว่า 2 แสนไร่ ตอนนี้เหลือเพียง 1.1 แสนไร่ ถือว่า 30 ปี พื้นที่เหล่านี้หายไปกว่า 9 หมื่นไร่ แต่สิ่งที่น่าตกใจระยะเวลาเพียง 10 ปีพบว่าที่ดินสาธารณะหายไปถึง 2 หมื่นไร่”นายธนู กล่าว
 
 นายธนู ยังกล่าวอีกว่า หลังจากเหตุการณ์สึนามิมีญาตินักการเมืองดังระดับสูง เข้าครอบครองที่ดินฝั่งทะเลอันดามันมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าวย่าหมี อ.เกาะยาว จ.พังงา มีนายทหารนอกราชการ ซื้อที่หลายพันไร่ ทั้งที่เป็นการออกเอกสารถูกต้องและไม่ต้องถูกต้อง ซึ่งชาวบ้านก็รู้ดีว่าที่ดินบริเวณนั้นเป็นของใคร โดยเห็นได้ชัดเจนว่า มีการปฏิบัติสองมาตรฐาน เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่จับนายทุนหรือข้าราชการระดับสูงที่รุกที่ของหลวง แต่กลับวิ่งไล่จับชาวบ้านที่เพียงเข้าไปหาปลาในน่านน้ำที่เป็นเขตหวงห้าม
 
ขณะที่นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการฯ คปร. กล่าวภายหลังการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่หาดราไวย์ถูกกระทำจากทั้งอำนาจรัฐและทุนด้วยการไล่รื้อและหลายคนถูกฟ้องร้องในข้อหาบุกรุกที่ดินของผู้อื่น ทำให้พวกเขาเหล่านั้นไม่มีแม้กระทั่งที่อาศัยอาศัย ทั้งที่อยู่อาศัยและทำหามากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ชาวประมงจำนวนมากถูกริบเรือที่เป็นเครื่องมือทำกินอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่เข้าหาปลาในน่านน้ำของประเทศไทย เพราะเจ้าหน้าที่รัฐบอกว่าเป็นการละเมิดด้วยการเข้าไปหาปลาในของรัฐ ทั้งที่ความจริงน่านน้ำถือเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนสามารถใช้ร่วมกันได้
 
 
“เราพบข้อมูลจากประชาชนว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยบกพร่องอย่างรุนแรงและคนจนถูกเลือกปฏิบัติและกลไกของรัฐที่มีอยู่ก็เอื้อประโยชน์ให้สำหรับคนมีฐานะเท่านั้น โดยเฉพาะการให้กรรมสิทธิในที่ดินที่เป็นชีวิตของประชาชน ทั้งนี้พบว่าพื้นที่ป่าชายเลนหลายแปลงที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปล่อยให้นายทุนและนักการเมืองระดับสูงเข้าไปบุกรุกเพื่อเตรียมก่อสร้างรีสอร์ตและบ้านจัดสรร ซึ่งบุคคลเหล่านั้นได้รับเอกสารสิทธิการครอบครองที่ดิน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นายทุนเข้าไปครอบครองพื้นที่บนเกาะทั้งที่ตามกฎหมายแล้วไม่สามารถกระทำได้”นายเพิ่มศักดิ์ กล่าวและว่า หากมีการเปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดินอย่างชัดเจนก็จะทำให้ประชาชนรู้ว่า ใครเข้าครอบครองสิทธิ์แบบผิดกฎหมายบ้างและใครได้ที่ดินมาอย่างไม่ชอบระหว่างที่มีตำแหน่งใหญ่โตบ้าง เพราะตอนนี้ปัญาหลักๆ คือ การออกเอกสารสิทธิให้กับนายทุนเข้าไปครอบครอบพื้นที่เพียงคนเดียว 3-4 ไร่ ถ้าไม่ใช่ยาแรงก็แก้ปัญหามือใครยาวสาวได้สาวเอาได้
 
ส่วนกรณีที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรออกมาระบุว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปที่ให้แจกจ่ายที่ดินแก่ประชาชนที่ไม่ที่ดินทำกินนั้นอาจจะเป็นการทำงานซ้ำซ้อนกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินทำกิน (สปก.)นั้น นายเพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า สปก.ไม่ได้ทำหน้าที่ในการปฏิรูปที่ดินแต่ทำหน้าที่เพียงเอาที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาแจกเกษตรกร แต่สุดท้ายคนที่ได้สิทธิก็ยังเป็นคนมีเงิน ไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง แต่คราวนี้เราต้องมีการจัดการให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอย่างนั้นเกิดขึ้น เราทำผิดพลาดมาแล้ว 50 ปี ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขและปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง
 
ขณะที่นางสมปอง เวียงจันทร์ อนุกรรมการปฏิรูปที่ดิน กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการรับฟังความทุกข์ยากของชาวบ้านเพื่อนำเสนอต่อสังคมจากก่อนหน้านี้เคยเสนอไปมาตรการเร่งด่วนในการปฏิรูปที่ดินไปแล้วหนึ่งครั้ง ส่วนกระแสไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอของกรรมการปฏิรูปที่จำกัดการถือครองไม่เกินคนละ 50 ไร่นั้นคงไม่ทำให้กรรมการปฏิรูปต้องปรับแก้ไขอะไร เพราะถือว่าไม่เป็นมาตรการเราคิดเผื่อสำหรับทุกภาคส่วนแล้วว่า ความจำเป็นในที่ดินจริงๆ นั้นมีไม่มาก แต่ถ้าอยากจะถือครองมากก็ต้องจ่ายภาษี
 
อย่างไรก็ตามนางสมปอง ยังกล่าวอีกว่า การเดินหน้าปฏิรูปที่ดินยังมีอีกหลายเรื่องที่จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ทราบว่า ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่ดินจากที่ทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นคนจะนัดรวมตัวกันเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล กรณีที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้องจากรัฐอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้จัดการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินอย่างเป็นระบบที่ทำเนียบรัฐบาล ทราบว่าการชุมนุมครั้งนี้จะไม่ได้อยู่กันเพียงวันเดียวแน่นอน โดยการรวมตัวครั้งนี้จะไม่เข้าร่วมกับกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง เพราะกลุ่มคนจนจากปัญหาที่ดินไม่ได้ฝักใฝ่การเมือง .-

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1297569356&grpid=01&catid=&subcatid=
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2011, 09:44:42 PM »

"40ปีโกมลคีมทอง :มองไปข้างหลัง–แลไปข้างหน้า"กูรูใหญ่ ตอก ถกเถียงกันเรื่องพรมแดน หมดสมัยไปนานแล้ว

Share 

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:00 น

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา     มูลนิธิโกมลคีมทอง จัดงานปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ประจำปี 2554 ครั้งที่ 37 ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีการประกาศบุคคลเกียรติยศ ประจำปี 2554 ทั้งหมด 4 ท่าน ได้แก่ นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้เรียกร้อง และช่วยเหลือเพื่อคนไร้รัฐและไร้สัญชาติ, รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้ขับเคลื่อนเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งระดับวิชาการ และสังคม, นายสุรพล จรรยานุกูล ผู้เรียกร้องเสรีภาพทางวิชาการในสถาบันการศึกษา และ ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนวณิชย์ ผู้ปลูกฝังและรณรงค์ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
 
ชาวบ้านชี้ผลกระทบจากนโยบายรัฐ

นอกจากนี้  ภายในงานมีการจัดเสวนาชาวบ้าน ในหัวข้อ “ผลกระทบจากนโยบายรัฐ กับแผนพัฒนาประเทศ” โดยมี พ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา ที่ปรึกษาเครือข่าย กลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ นางกรณ์อุมา พงษ์น้อย ตัวแทนกลุ่มรักท้องถิ่น บ่อนอก และนายอุทัย สะอาดชอบ เครือข่ายป่า สมัชชาคนจน ร่วมเสวนา
 
 
พ่อหลวงจอนิ กล่าวถึงกฎหมายป่าไม้ ทำให้ชาวบ้าน ถูกกล่าวหาว่า ทำความผิดในกรณีทำให้โลกร้อน จากการทำไร่หมุนเวียน ทั้งที่ไม่ได้ใช้เครื่องปรับอากาศ ยานพาหนะ หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สร้างมลพิษอย่างคนในเมือง ขณะที่ชาวนาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเทคโนโลยีอย่างไม่มีเงื่อนไข อีกทั้งต้องต่อกรกับกลุ่มนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ทำเหมือง โดยที่ไม่ได้รับการเหลียวแลแก้ไขจากภาครัฐทั้งส่วนท้องถิ่น และส่วนกลาง ทำให้ชาวบ้านต้องเดินหน้าเรียกร้องเพื่อวิถีทำกินด้วยตนเองอย่างทุกวันนี้
 
 
“พวกชาวนา ชาวบ้าน หมดความเชื่อถือใน ส.ส.-ส.ว.นานแล้ว การเรียกร้องที่ผ่านมาทำให้รู้ว่า หลายรัฐบาลมีมตินำเรื่องของเราเข้าสู่ ครม. แต่ก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เพราะมีแต่มติ ไม่มีคนรับไปปฏิบัติอย่างจริงจัง”
 
 
ด้านนางกรณ์อุมา กล่าวว่า นโยบายของรัฐในการจะพัฒนาทรัพยากรของประเทศ เป็นเพียงนโยบายกระดาษที่ร่างโดยคนกลุ่มหนึ่งของประเทศ โดยไม่ได้ถามความต้องการของชาวบ้านว่าต้องการหรือไม่ ทั้งยังมีการอวดอ้างขายนโยบายว่าเพื่อสร้างงานให้ชุมชน และนำความเจริญมาสู่ประเทศ
 
 
 
“อย่างกรณีการต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก เริ่มมาตั้งแต่ปี 2538 โดยขยายเครือข่ายการต่อสู้เติบโตไปเรื่อยๆ ตามแผนพัฒนาของรัฐ ซึ่งแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าบ่อนอกของรัฐเป็นเพียงจิกซอว์ตัวเล็กๆ ในโครงการแผนพัฒนาทั่วประเทศเท่านั้น” นางกรณ์อุมา กล่าว

 กรณีแผนพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่จังหวัดระยอง เป็นตัวอย่างนโยบายของรัฐที่อ้างว่าเพื่อการพัฒนา แต่แท้ที่จริงเป็นการเป็นการยึดพื้นที่ของชุมชน โดยการบีบให้คนท้องถิ่นที่แท้จริงอพยพออกไปเป็นคนจนเมือง เป็นสัมภเวสีไม่มีที่อาศัย และเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาปฏิเสธนโยบายของรัฐ ปฏิเสธการพัฒนาที่ไม่ใช่การพัฒนาอย่างแท้จริง
 
ชาวบ้าน ไม่เคยแหงนหาอัศวินขี่ม้าขาว
 
นางกรณ์อุมา กล่าวว่า ขณะนี้ไม่เคยแหงนหาอัศวินขี่ม้าขาว สจ.ส.ส.  สว. หรือผู้นำท้องถิ่นที่ไหนให้มาช่วย แต่จะยึดโยงกันโดยการสร้างเครือข่าย มองพลังของประชาชนที่เดือดร้อนด้วยกันเอง ที่จะเข้ามาช่วยกันเปลี่ยนแปลง ต่อต้านการล่าอาณานิคมแบบใหม่ ที่เอาเศรษฐกิจเป็นเหยื่อล่อ เพราะที่ผ่านมาการที่เราเป็นเด็กดีของรัฐ เป็นคนของรัฐมาตลอดสอนให้รู้ว่า ไม่ได้อะไรกลับมา  และแม้การต่อสู้ที่ผ่านมาจะมองไม่เห็นชัยชนะ แต่ถือเป็นการสะสมแต้มในการรู้เท่าทันแผนพัฒนาต่างๆ ของรัฐ
 
 
สำหรับนายอุทัย กล่าวถึงปัญหาในพื้นที่อำเภอตราพญา จังหวัดสระแก้วว่า เกิดจากการที่รัฐต้องการเอาพื้นที่ให้กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง  และอพยพชาวบ้านออก ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ และต้องการการแก้ปัญหาที่ชัดเจน จึงใช้วิธีต่อสู้ด้วยการชุมนุม และการเรียกร้องต่อสู้ที่ยาวนาน ด้วยการรวมพลังชาวบ้านด้วยกันเอง ผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วม ให้ทุกคนได้รับรู้ รับข้อมูล แต่สุดท้ายการดำเนินการก็ยังอยู่ที่ภาครัฐ
 
 
“ถ้าขับชาวบ้านออกจากที่ดิน ก็เท่ากับแย่งหม้อข้าวเราไป นี่เป็นอีกมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านต้องออกมาเรียกร้อง เพราะคนที่ทำงานตามหน้าที่จริงๆ ไม่ได้ใส่ใจการแก้ปัญหาให้ประชาชนเลย ต่างกับคนที่ไม่ได้มีตำแหน่งโดยตรงที่ทำงานเพื่อชาวบ้านมากกว่า ไม่รู้ว่าการต่อสู้จะมองเห็นชัยชนะหรือไม่ แต่ย่อมดีกว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อหมุนไปตามกระแสที่คงไม่มีความสุขอะไร”
 
 
จวกโครงสร้างสังคมไทยกดขี่เป็นชั้นๆ
 
ช่วงท้ายนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์  ปาฐกถาในหัวข้อ “40 ปี มูลนิธิโกมลคีมทอง : มองไปข้างหลัง – แลไปข้างหน้า” ตอนหนึ่งถึงสังคมไทยปัจจุบันว่า อยู่ในภาวะสับสนและตึงเครียด ในหลายต่อหลายกรณีไม่ว่าจะเป็นการศึกษาที่อ่อนเปลี้ย เพราะรับระบบทุนนิยมเข้ามาเต็มตัว ในขณะที่โครงสร้างทางสังคมยังเป็นไปในลักษณะที่กดขี่ข่มเหงไล่ลงไปเป็นชั้นๆ จากบนลงล่าง รวมทั้งคนส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง
 
 
“พรรคการเมือง ส่วนใหญ่ยังคิดว่าประชาชนซื้อได้ ซึ่งถ้าจะมีพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่สนใจในระบบการเมืองของชนชั้นนำ เชื่อว่า พรรคดังกล่าวก็จะเข้าตาคนในท้องถิ่น แต่ต้องไม่ใช่ไปปลุกระดม สั่งสอน แต่ควรไปเรียนรู้ ไปเป็นกัลยาณมิตร หาทางรวมตัวกัน เพื่อหาทางไปสังคมประชาธรรม”
 
 
นายสุลักษณ์ กล่าวด้วยว่า การแก้ไขปัญหาระดับประเทศปัจจุบัน เป็นไปได้ยาก ด้วยมีอภิมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง มีบริษัทข้ามชาติเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ พร้อมมองเรื่องการมาถกเถียงกันเรื่องพรมแดนนั้น หมดสมัยไปนานแล้ว เพราะโลกาภิวัตน์ หมายถึงพรมแดนที่หมดความสำคัญ โลกเปลี่ยนไปด้วยการขาดพรมแดนเหล่านั้น

( เรื่อง สาธินีย์ วิสุทธาธรรม  ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฎิรูปประเทศไทย สถาบันอิศรา  )

 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1298451878&grpid=01&catid=&subcatid=
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 04, 2011, 06:19:31 AM »

3 พรรคการเมืองรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ประสานเสียงคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น
วันที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16:30:41 น.
Share  


3 มี.ค. 2554 ณ   ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค บางนา น.ส. ผ่องศรี ธาราภูมิ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย นายศุภชัย ใจสมุทร   ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ร่วมเสวนาเรื่อง นโยบายพรรคการเมืองต่อการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น  
 
 
ปชป.: ถ้าท้องถิ่นไม่เข้มแข็งก็อย่าหวังว่าการเมืองระดับชาติจะเข้มแข็ง
 
 น.ส. ผ่องศรี กล่าวว่า การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เป็นแนวทางที่ประกาศตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคเมื่อ 65 ปีที่แล้ว และเชื่อมั่นว่าชุมชนท้องถิ่นจะเป็นคำตอบในการทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งและก้าวไปสู่เป้าหมายร่วมกันเพราะประเทศไทยใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าจะให้ส่วนกลางหรือคนใดคนหนึ่งที่จะแก้ปัญหาได้
  
ทั้งนี้ ท้องถิ่นมีพลังอยู่ตัว แต่ที่ผ่านมาการพัฒนาหรือการบริหารประเทศไม่ได้จุดประกายให้ท้องถิ่นได้จัดการดูแลตนเองอย่างเต็มที่ โดยอนาคตต้องประสานความร่วมมือสร้างเครือข่าย เรื่องที่ท้องถิ่นถนัดก็ต้องให้ท้องถิ่นเป็นผู้ผลักดัน แต่บางประเด็นชุมชนอาจจะเข้มแข็งกว่า ก็ควรผลักดันให้ทำงานร่วมกัน
 
 นโยบายที่พรรคสนับสนุนให้ท้องถิ่นดูแลจัดการตัวเอง มีรูปธรรมที่ชัดเจนเช่น ปัญหาที่ดินซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศมาอย่างยาวนาน ซึ่งปชป. มีนโยบายโฉนดชุมชน เพื่อแก้ปัญหาการสิทธิถือครองที่ดินในชุมชนที่เข้มแข็ง ขณะนี้มีการจัดตั้งสำนักงานโฉนดชุมชนที่สำนักนายกรัฐมนตรี นโยบายการจัดตั้งธนาคารที่ดินช่วยจัดสรรและกระจายการถือครองที่ดิน
 
 นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการปรับโครงสร้างภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น
สำหรับการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนนั้นพรรคประชาธิปัตย์เคยเริ่มกองทุนเพื่อการจัดการทางสังคม หรือกองทุนซิป ที่ตั้งขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายกองทุนหมู่บ้าน นอกจากนี้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อเสริมความเข็มแข็งขององค์กรชุมชนตั้งแต่ระดับฐานราก
 
 ตัวอย่างสุดท้ายคือการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งเป็นการเอาบทเรียนจากภาคประชาชนจริงๆ มาผลักดันนโยบาย โดยชุมชนเป็นผู้ริเริ่ม ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสุดท้ายรัฐบาลก็เข้าร่วมสนับสนุนด้วย ซึ่งปัจจุบันกำลังผลักดันร่าง พ.ร.บ. กองทุนสวัสดิการแห่งชาติ เพื่อให้เกิดบำเหน็จชาวบ้าน บำนาญประชาชน
 
 นางผ่องศรีกล่าวว่า ท้องถิ่นต้องเป็นตัวของตัวเองและเชื่อมโยงกันซึ่งจะทำให้ประเทศมีความมั่นคงเข้มแข็งด้วย แต่ท้องถิ่นจะเข้มแข็ง คนของท้องถิ่นก็ต้องมีคุณภาพ โดยท้องถิ่น หน่วยงานราชการต้องร่วมมือกัน โรงเรียนในชุมชนก็ต้องเป็นที่พึ่งของชุมชนได้ ทำให้เกิดความรักถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน  และอยากเรียกร้องให้ท้องถิ่นดูแลคนในท้องถิ่นมีคุณภาพ และเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการด้วย โดยพรรคสามารถหนุนเสริมในแง่นโยบาย เพราะหากประชาชนเข้มแข็ง ก็จะรู้เท่าทันทางการเมือง พร้อมสรุปว่าถ้าท้องถิ่นไม่เข้มแข็งก็อย่าหวังว่าการเมืองระดับชาติจะเข้มแข็ง แล้วนโยบายที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็จะกลับคืนสู่ท้องถิ่น
 
 จุดยืนเพื่อไทย: ต้องคืนอำนาจกลับไปให้ถึงเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยซึ่งก็คือประชาชน
 
  น.อ. อนุดิษฐ์ กล่าวว่า หลักการและจุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือ การถ่ายโอนอำนาจต้องไม่ใช่การถ่ายโอนจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นด้วยรูปแบบเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องกำหนดหลักการและกฎหมายให้คืนอำนาจกลับไปให้ถึงเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยซึ่งก็คือประชาชน ทั้งนี้ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นปรากฏอยู่ในประเทศที่เจริญแล้วทั้งสิ้น และหากดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องมุ่งไปสู่ความสำเร็จในการกระจายอำนาจและคืนอำนาจให้กับท้องถิ่นได้อย่างแน่นอน
 
 อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ต้องตระหนัก 5 ประการ ได้แก่ 1) การถ่ายโอนอำนาจรัฐไปสู่การบริหารส่วนท้องถิ่น ต้องกำหนดการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อให้การถ่ายโอนอำนาจเป็นไปอย่างครบถ้วน 2)ผู้นำชุมชนท้องถิ่นต้องยึดโยงกับประชาชน เพราะยังมีผู้นำชุมชนยึดโยงกับนักการเมืองท้องถิ่นและแยกแยะจากกันไม่ได้ 3) การพัฒนาบุคลากรส่วนกลางซึ่งเป็น ‘ผู้รับใช้’ และต้องติดอาวุธทางปัญญาหรือองค์ความรู้ให้กับประชาชนในชุมชน ซึ่งป็น ‘ผู้ใช้’ ด้วย 4) การจัดการเลือกตั้งผู้บริหารชุมชนควรมาจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมโดยชุมชนของตนเอง ส่วนกลางควรจะถอยออกมาเป็นเพียงพี่เลี้ยง จะทำให้ผู้นำท้องถิ่นมีประสิทธิภาพและไม่ยึดโยงกับการเมืองส่วนกลาง และ 5) ต้องมีองค์กรพี่เลี้ยง โดยต้องคิดใหม่ทำใหม่ ให้เกิดองค์กรอิสระที่สามารถเชื่อมโยงเรื่องการบริหารชุมชน
 
 น.อ. อนุดิษฐ์กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยพยายามปรับปรุงและพัฒนาแนวทางมาตลอด เช่น โครงการเอสเอ็มแอล เป็นหลักการหรือหลักคิดในการกระจายอำนาจ เพราะส่วนกลางมีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอนุมัติงบประมาณตามโครงการที่ชุมชนคิดเองทำเอง มีการทำประชาคมคิดโครงการที่เหมาะสมกับตนเอง และบริหารจัดการเอง ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชน ใช้ทรัพยากรในชุมชน จ้างบุคคลในชุมชน ซึ่งสะท้อนความสำเร็จมาระดับหนึ่ง
 
  น.อ. อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่ากรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างของการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการเลือกผู้ว่าฯ ซึ่งสะท้อนภาพของการกระจายอำนาจสู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี และแสดงให้เห็นว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นเรื่องที่ทำได้และจะสำเร็จด้วย เมื่อมีการคืนอำนาจในระดับที่สมบูรณ์แล้วประชาชนจะได้สิ่งที่ตนต้องการอย่างแท้จริง กรุงเทพฯ มีทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานอื่นๆ ที่สังกัดกรุงเทพฯ ไม่ได้ใช้เงินอดหนุนจากรัฐบาลมาก ใช้การเก็บภาษีและรายได้จากคนในกรุงเทพฯ มาใช้ประโยชน์ให้กับพื้นที่
 
  แต่ทุกอย่างไม่ได้สวยหรู ก็ยังมีข้อบกพร่อง เช่น การใช้งบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์ตามความพอใจของประชาชน แต่การปรับเปลี่ยนนั้นอาจค่อยปรับเปลี่ยนในสิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไปและเป็นไปได้และขยับตัวไปเรื่อยๆ การคืนอำนาจให้กับประชาชนจะเกิดได้จริง โดยมีเงื่อนไขสองข้อ คือ 1) การพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่นเอง ต้องรู้และเข้าใจวิถีท้องถิ่นอย่างแท้จริง และ 2) การใช้อำนาจ หรือมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจ รวมถึงอำนาจในการใช้งบประมาณด้วย
 
 น.อ.อนุดิษฐ์ ย้ำว่าแม้การพูดเรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะเหมือนเป็นการพูดเชิงอุดมคติ แต่การจะพิจารณาว่าท้องถิ่นพร้อมจะรับการกระจายอำนาจหรือไม่นั้น ต้องบอกว่าความพร้อมนั้นอยู่ที่ประชาชน และความพร้อมของประชาชนในวันนี้ โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าดีกว่าประชาชนในกรุงเทพฯ เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วที่เปลี่ยนรูปแบบมาสู่การปกครองพิเศษเป็นเป็นกรุงเทพมหานครด้วยซ้ำไป ปัจจุบันเป็นโลกาภิวัตน์ คนสื่อสารกันได้รวดเร็ว โลกพัฒนาไปแล้ว และเอื้อสู่การเป็นประชาธิปไตย อำนาจนั้นมาจากประชาชน แต่ต้องปรับให้ผู้ที่มีอำนาจเข้าใจ  
 
 ข้อเสนอจากภูมิใจไทย: ต้องกล้าหาญชาญชัยในการออกแบบประเทศใหม่
 
 นายศุภชัย กล่าวว่าต้องยอมรับว่าประเทศไทยถูกออกแบบให้รวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯ มานานพอสมควร การกระจายอำนาจเป็นคำที่เลื่อนลอย การรวบอำนาจที่ส่วนกลางยังคงต้องดำรงอยู่และต้องดำเนินต่อไป เพราะประเทศไทยออกแบบไว้เช่นนี้ การกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นของไทยยังเป็นปัญหาที่ยังถกเถียง และยังต้องตั้งคำถามว่าท้องถิ่นมีความพร้อมแค่ไหนในการดำเนินการ เช่น การโอนเรื่องการศึกษาให้ท้องถิ่นทำ จะทำได้ทุกที่จริงหรือ เมื่อพูดถึงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นต้องมาร่วมกันออกแบบประเทศใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ให้ส่วนกลางมีอำนาจน้อยลง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาว่าชุมชนท้องถิ่นก็กำลังถูกรุกล้ำ เช่น กรณี อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งรัฐกำลังสำรวจทรัพยากรน้ำมันในพื้นที่ โดยนายศุภชัยกล่าวว่า ต่อไปปัญหาจะสลับซับซ้อนขึ้นในแง่การแย่งชิงทรัพยากรซึ่งป็นปัญหาพื้นฐานของมนุษย์และจะรุนแรงขึ้น
 
 ประเทศไทยต้องกล้าหาญชาญชัยในการออกแบบประเทศใหม่ ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเล็ก ต่อให้คิดก็ไม่อาจจะทำให้เป็นจริงได้ แต่ทำได้ในแง่การผลักดันให้กับพรรคการเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตามพรรคมีแนวคิดเรื่องการคืนอำนาจให้ประชาชน พร้อมเสนอแนวคิดทดลองจากท้องถิ่นที่พร้อมในการบริหารจัดการตนเอง เช่น พัทยา ภูเก็ต โดยระบุว่าการกระจายโดยให้เงินหรือให้งาน อาจจะไม่ใช่แนวคิดที่ท้องถิ่นอยากได้ ท้องถิ่นอาจเรียกร้องที่จะการดูแลตัวเอง แต่ท้องถิ่นก็ต้องถามตัวเองให้ดีว่าสามารถต่อยอดได้จริงหรือไม่ ปกครองตัวเองโดยมีอำนาจในการบริหารจัดการจริงหรือไม่ สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือการให้การศึกษากับประชาชนอย่างเพียงพอ และมีกฎหมายที่เอื้อต่อการใช้สิทธิของชุมชน
 
 การเสวนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประชุมวิชาการเวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 มี.ค.โดยคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ คณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาติแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).-

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1299140752&grpid=&catid=02&subcatid=0202

และที่ประชาไท

อภิปราย: นโยบายพรรคการเมืองต่อการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น

Thu, 2011-03-03 19:15

ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทยและภูมิใจไทยโชว์วิสัยทัศน์ นโยบายกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ระบุ ประชาชนพร้อมดูแลตัวเอง ขณะตัวแทน ปชป. ขอโอกาสบริหารประเทศต่อเนื่อง ด้านศุภชัย ใจสมุทร วิพากษ์ไทยถูกออกแบบมาให้รวมศูนย์
...............
http://www.prachatai3.info/journal/2011/03/33378
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2011, 06:23:48 AM โดย แก่น » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 04, 2011, 06:28:41 AM »

โฉนดชุมชน หมอประเวศ-อานันท์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์

Fri, 2011-03-04 00:09


ไกรก้อง กูนอรลัคขณ์

ไกรก้อง กูนอรลัคขณ์ ชวนประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุณ และชนชั้นนำทั้งหลายที่พูดถึงนโยบายโฉนดชุมชนอย่างสวยหรูให้เริ่มต้นโดยการนำที่ดินที่ตัวเองและเครือญาติ หรือคนในส่วนแวดวงตนเองมีอยู่มาปฏิรูปเป็นตัวอย่าง


การเคลื่อนไหวของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีการกระจายการถือครองไม่ให้มีการกระจุกตัวของที่ดินทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และได้เสนอทางเลือกในการจัดการที่ดินในรูปแบบใหม่”โฉนดชุมชน” ซึ่งไม่เน้นความเป็นกรรมสิทธิ์ของปัจเจกชนและกรรมสิทธิ์ของรัฐแต่ให้ความสำคัญกับการจัดการที่ดินโดยกลุ่ม โดยชุมชน

ประเวศ วะสี และอานันท์ ปันยารชุณ หัวหน้าคณะกรรมการปฏิรูปฯ ก็ได้เสนอให้มีการจำกัดการถือครองที่ดิน

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เองก็เคยประกาศนโยบายที่จะเก็บภาษีที่ดินที่ก้าวหน้า และโฆษณาประชาสัมพันธ์ในการทำโฉนดชุมชนที่มี สื่อทีพีบีเอส เป็นกระบอกเสียง เสมือนว่า มีการทำโฉนดชุมชนเกิดทั่วขอบเขตประเทศไทย ทั้งๆทำได้น้อยนิดมาก เป็นการหลอกลวงคนดูโดยสื่อเสรีก็ว่าได้

เนื่องเพราะไม่พูดข้อเท็จจริงทั้งหมดตามแบบอย่างที่สื่อมักทำเป็นประจำ หรือพูดเพียงน้อยนิดให้เป็นน้ำจิ้มมากกว่าเจาะลึก หรือแฉการโกหกมดเท็จของรัฐบาล

ดูเหมือนทุกอย่างลงตัว ดูเหมือนใครๆก็เห็นด้วยกับการปฏิรูปที่ดิน กระจายการถือครองที่ดิน จำกัดการถือครองที่ดิน

แต่ทำไม เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ได้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ร่วมแรมเดือน อดตาหลับขับตานอน ตากแดดตากฝน อดทนกับความยากลำบาก เพื่อต่อสู้ให้บรรลุเป้าหมาย

ในด้านหนึ่ง อาจบอกได้ว่า เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยทวงสัญญาที่นายกรัฐมนตรีรับปาก แต่ไม่กระทำการณ์

หรือนายกรัฐมนตรีก็ใช้สำนวนโวหารเหมือนที่เป็นมาในหลายเรื่องหลายราวแต่ไม่ปฏิบัติจริงสักที

หรือนายกฯใช้ภาษาที่นิ่มนวล บุคคลิกที่ดูดี แต่ธาตุแท้อาจจะคนละเรื่องก็ได้ ต้องพิสูจน์การที่ปฏิบัติจริงรูปธรรมที่เป็นจริง

เหมือนดั่งป้ายประท้วงของเครือข่ายปฎิรุปที่ดินแห่งประเทศไทยที่ว่า

‘โฉนดชุมชน เพื่อคนจน รัฐบาลตอแหลไม่แน่จริง”

“ประชาธิปโฉด อภิชั่ว รับปากมั่ว ทำไม่ได้จริง”

“แก้ปัญหาที่ดิน โดยจับชาวนาเข้าคุก”

ใครหลายคนก็เคยเห็น ประเวศ วะสี และอานันท์ ปันยารชุณ เสนออะไรดีๆ เพ้อๆ ฝันๆต่อสังคมในการแถลงข่าว ในห้องสัมนนา ณโรงแรมหรูๆ ใช้งบประมาณไม่พอเพียงเป็นแน่

ครั้งนี้ประเวศ และอานันท์ ก็มีข้อเสนอให้มีการจำกัดการถือครองที่ดินต่อรัฐบาลที่ทั้งสองหนุนช่วยหนุนหลังอยู่ แม้จะเพิ่งผ่านโศกนาฎกรรมสังหารหมู่ประชาชนคนเสื้อแดงก็ตาม และไม่เคยเคลื่อนไหวเลยให้หาคนฆ่าคนสั่งฆ่ามาดำเนินการตามกฎหมายให้เกิดความยุติธรรมที่เขาทั้งสองชอบท่องเอ่ยต่อสังคมเป็นประจำ

แต่ข้อเสนอก็คงว่างเปล่า รัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเสนอ และ ประเวศ วะสี และอานันท์ ปันยารชุณ ก็คงหาเรื่องใหม่ๆมาทำ พร้อมเสนอต่อรัฐบาลอีกครา และแน่นอนว่า งบประมาณทั้งหลายนั้นต้องมาจากรัฐบาลเป็นแน่แท้ในการกระทำการ

อันที่จริง ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุณ ก็น่าจะเริ่มต้นเป็นตัวอย่างให้ใครต่อใคร โดยการนำที่ดินที่ตัวเองและเครือญาติ หรือคนในส่วนแวดวงตนเอง ที่มีใกล้ชิดอยู่ มาปฏิรูปเป็นแบบอย่างให้ใครต่อใครจะดีไหมละ ?

มิใช่วันๆด่า เอาแต่พวกนักการเมือง และควรเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะเหมือนเช่นนักการเมือง น่าจะตรงไปตรงมาดี ?ในฐานะนักการเมืองที่ไม่ชอบลงเลือกตั้ง

 

ส่วนกระผมคิดเห็นว่า การกระจายการถือครองที่ดิน ย่อมแยกไม่ออกกับการพัฒนาประชาธิปไตยในบ้านเรา สังคมยิ่งเป็นประชาธิปไตย การกระจายการถือครองที่ดินย่อมมีมากขึ้น

เนื่องเพราะว่า “ความเป็นประชาธิปไตย” ย่อมต้องเปิดเผยข้อมูล ย่อมต้องไม่ปกปิด ย่อมทำให้เห็นความแตกต่างความเหลือ่มล้ำของผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจ ย่อมทำให้มีการตรวจสอบ ย่อมทำให้ไม่ปิดบัง ย่อมทำให้ไม่มีอภิสิทธิ์ชนใดๆ

“ความเป็นประชาธิปไตย” จึงเป็นอนาคตในการปฏิรูปที่ดิน กระจายการถือครองที่ดินเหมือนเฉกเช่นการจำกัดการถือครองที่ดินที่เกิดขึ้นจริงในประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้

http://www.prachatai3.info/journal/2011/03/33381
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 17, 2011, 06:16:08 AM »

การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
โดย : บุญยิ่ง ประทุม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2554 หลักสูตรการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชได้จัดสัมมนาปัญหาการพัฒนาชุมชนเรื่อง “การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย นายธีระพงศ์ สมเขาใหญ่ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช นายชาญชัย อรุณ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช และอาจารย์อุดมศักดิ์ เดโชชัย อาจารย์ประจำหลักสูตรการพัฒนาชุมชน โดยมีอาจารย์ดำรงศ์พันธ์ ใจห้าว ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เป็นผู้ดำเนินรายการ นอกจากนั้นได้เรียนเชิญ ดร.สมปอง รักษาธรรม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นประธานเปิดการสัมมนา โดยผู้เข้าร่วมเป็นนักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาชุมชน และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ (การปกครองท้องถิ่น) จำนวน 150 คน
 
ผลของการประชุมสัมมนา โดยสรุปวิทยากรทั้ง 3 ท่านได้ให้ข้อเสนอและความคิดเห็นในแนวทางการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่างๆ เช่น นายธีระพงศ์ สมเขาใหญ่ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชได้มองภาพรวมการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งถือว่าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีภารกิจทำงานภาพรวมของจังหวัด ยังได้สะท้อนถึงประเด็นปัญหาทั้งทางด้านการกระจายอำนาจทางการคลังแก่ท้องถิ่น ทั้งในด้านการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลที่ไม่ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการที่ดีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและความจริงใจของรัฐบาลต่อการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นอย่างแท้จริง ส่วนทางด้านนายชาญชัย อรุณ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลปากพูนได้นำเสนอว่า การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ อบต.ปากพูนได้ดำเนินการมาก่อนแล้ว ส่วนนวัตกรรมที่โดดเด่นของ อบต.ปากพูน เช่น กระบวนการภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมกับ อบต. และได้นำเสนอการทำงานของท้องถิ่น อบต.ปากพูนที่เป็นต้นแบบหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข (การจัดการด้านสุขภาพ) ฐานข้อมูลท้องถิ่น (ที่ไม่ใช่ฐานข้อมูลที่เป็นของภาครัฐ หรือ จปฐ.) กระบวนการทำงานในรูปแบบอาสาสมัคร ตลอดจนการจัดสวัสดิการแก่ประชาชนในท้องถิ่น เป็นต้น ทางด้านอาจารย์อุดมศักดิ์ เดโชชัย อาจารย์ประจำหลักสูตรการพัฒนาชุมชน ได้เสนอกลไกการทำงานร่วมระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรชุมชน เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนไปในแนวทางเดียวกัน และเสนอพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเช่น พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง เป็นต้นที่เอื้อต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
 
นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยได้นำร่างข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการปกครองท้องถิ่น เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่เสนอโดย สมัชชาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป เป็นตัวแบบในการอภิปรายให้ข้อคิดเห็นในแต่ละประเด็น เช่น ข้อเสนอด้านกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ ว่า สนับสนุนการมีประมวลกฎหมายเพื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและให้มีพระราชบัญญัติรายได้ท้องถิ่นขึ้นมาเพื่อบังคับใช้กับท้องถิ่น ตลอดจนสนับสนุนการมีสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ และกระบวนการเตรียมความพร้อมของกลไกต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่
 
ข้อเสนอด้านการถ่ายโอนภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยเสนอให้เร่งตรากฎหมายว่าด้วยการถ่ายโอนภารกิจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและให้ถ่ายโอนภารกิจให้แล้ว และมาตรการในการบังคับและเร่งรัด การถ่ายโอนภารกิจของส่วนราชการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 โดยมีการถ่ายโอนทั้งทางด้านงบประมาณ บุคลากรและงานอย่างเป็นธรรม มิใช่มาแต่งานและบุคลากร แต่งบประมาณไม่ตามมาด้วย
 
ข้อเสนอด้านการเงินการคลังท้องถิ่น เช่น การเพิ่มงบประมาณและจัดสรรงบประมาณให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสัดส่วนร้อยละ 35 ของรายได้รัฐบาล และสนับสนุนแนวทางการให้สำนักงบประมาณจัดส่งงบประมาณที่จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปยังแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง และสนับสนุนการให้สมาคมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางการตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีมาตรฐานและบรรทัดฐานเดียวกัน
 
ข้อเสนอด้านการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับท้องถิ่น ได้แก่ โดยเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรชุมชน และองค์กรอื่นๆ ได้ร่วมมือในการกำหนดนโยบาย และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อย่างบูรณาการ ตลอดจนสนับสนุนกลไกภาคประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ และสนับสนุนการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้พัฒนาระบบการเรียนรู้และระบบการศึกษาในท้องถิ่นอย่างจริงจัง และการจัดทำหลักสูตรของท้องถิ่นเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นรวมถึงการมีสื่อสร้างสรรค์ของชุมชนท้องถิ่น เช่น อบต.ปากพูนได้มีการจัดการเรียนการสอนตามอัธยาศัย
 
จากการสัมมนาดังกล่าวผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต่างมุ่งหวังทิศทางการปฏิรูปการเมืองในระดับท้องถิ่นในด้านต่างทั้งสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นร่างที่ได้เสนอโดยสมัชชาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปและให้ข้อเสนอแนะความคิดเห็นเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ ที่เป็นบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เขียนมีมุมมองว่า การที่จะพัฒนาและปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากการปฏิรูปในแง่ของโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ที่สำคัญคือการพัฒนาคนหรือบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนในท้องถิ่นให้มีจิตสำนึกสาธารณะ รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของท้องถิ่นของตนเอง และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันและระหว่างหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นให้มีแนวทางหรือทิศทางการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะสามารถพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป
 Tags : บุญยิ่ง ประทุม

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/reader-opinion/20110316/382067/การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 26, 2011, 07:59:29 AM »

การเมือง
วันที่ 25 มีนาคม 2554 23:55
ปฏิรูปอำนาจ หมดเวลาส่วนกลางปกครองท้องถิ่น
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
"เพิ่มศักดิ์” ปลุกพลังชุมชนปกครองตนเอง เลิกพึ่งอำนาจไม่ยั่งยืน หาทางสกัดอำนาจกระจุก ลั่นไม่เอาพิมพ์เขียวกระจายอำนาจ
ที่เมืองทองธานี วันนี้(25 มี.ค.) “งานสมัชชาระดับชาติครั้งที่ 1 คณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ได้จัดเวทีวิชาการหัวข้อ “พลังประชาชน..ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”
นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการปฏิรูป กล่าวว่า อำนาจประชาชนจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากการรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อรอง แต่ที่ผ่านมาเมื่อมีปัญหาประชาชนไม่ค่อยรู้อำนาจของตัวเองจึงไม่ค่อยเคลื่อนไหว เพราะระบบสังคมไทยในรอบ 100 ปีอยู่ภายใต้ระบบการพึ่งพิงอำนาจจากรัฐ เมื่อเกิดปัญหาก็ร้องเรียนไปยังส่วนกลาง แต่ขณะนี้การแก้ไขปัญหาแบบนั้นมาถึงทางตันแล้ว ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่คนเป็นเจ้าของปัญหามาคิดแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
“หากดูกระแสสังคมตอนนี้ต้องยอมรับว่า สังคมไทยเดินมาถึงทางตันที่คนในท้องถิ่นที่ต้องการลดการพึ่งพาจากคนนอกและที่ไม่อยากพึ่งพาอำนาจที่ไม่ยั่งยืนอีกต่อไป ตอนนี้ประชาชนมีความมั่นใจในการจัดการตนเองพอสมควร เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่จะสามารถแก้ไขปัญหาให้ชุมชนได้อีกแล้ว ถ้าคนในชุมชนไม่ตื่นแล้วลุกขึ้นมาจัดการตนเองคนในชุมชนก็จะต้องยอมรับชะตากรรมที่ให้คนอื่นเขาจัดการอยู่เสมอ” นายเพิ่มศักดิ์ กล่าว
กรรมการปฏิรูป กล่าวอีกว่า การจะจัดการตนเองต้องกลับมามองว่า อะไรเคยเป็นจุดแข็งของชุมชนแต่ถูกรัฐแย่งไปจัดการ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการที่ดินที่เห็นได้ชัดว่า เมื่อรัฐเข้ามาจัดการก็ทำให้ที่ดินกลายเป็นสินค้าและหลุดมือจากคนที่เคยถือครอง ดังนั้นกระบวนการที่จะให้ที่ดินกลับมาอยู่ในมือของชุมชนคนในชุมชนต้องร่วมคิดว่า ต้องอาศัยอำนาจอะไรบ้างและจะใช้ที่ดินอย่างยั่งยืนได้อย่างไร นอกจากนี้ยังเห็นว่าการพัฒนาของรัฐที่ผ่านมาก็รวมศูนย์การวางแผนอยู่ที่ชุมชนจึงทำให้เกิดปัญหาและเกิดความขัดแย้งกับคนพื้นที่อยู่เสมอ เช่น การสร้างถนน เป็นต้น
"ต่อจากนี้โครงการการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ คนในพื้นที่ต้องเข้าร่วมกำหนดเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและสร้างอำนาจเพื่อให้เกิดพลังในการต่อรองเพื่อให้การจัดการตนเองไม่ใช่เพียงความฝัน ทั้งนี้หากมีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางแล้วก็ไม่ควรมีการกระจุกอำนาจซ้ำในพื้นที่อีก เพราะตอนนี้ในหลายพื้นที่การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน การเลือกตั้งกำนัน ก็ยังมีการซื้อเสียง ดังนั้นคนในพื้นที่ต้องคิดหาวิธีเพื่อไม่ให้ระบบการโอนอำนาจมายังชุมชนเกิดปัญหาแบบนี้อีก ดังนั้นคนในพื้นที่ต้องหาคนมีบารมีและมีความดีที่ทุกคนในชุมชนยอมรับขึ้นมาเป็นผู้นำในชุมชน” นายเพิ่มศักดิ์ กล่าว
นายแก้ว สังข์ชู กรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า 40 ปีที่ผ่านมชาวบ้านได้มอบอำนาจของตัวเองให้คนอื่นที่เป็นคนนอกมาจัดการชุมชนให้ ชาวบ้านจึงอ่อนแอ แต่สถานการณ์ปัจจุบันการพัฒนาแบบนั้นเดินมาถึงทางตันที่คนในพื้นที่จะต้องกลับมาคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยการหาทางออกด้วยการจัดการตนเอง แม้ว่าที่ผ่านมารัฐจะบอกว่าได้มีการกระจายอำนาจแล้ว ซึ่งก็เป็นเพียงคำพูด แต่ยังไม่มีการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรมที่เป็นการตอบโจทย์ชุมชน ดังนั้นหากจะพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงจะต้องให้พลังประชาชนเข้มแข็ง ไม่ใช่การถ่ายโอนอำนาจจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง หากทำอย่างนั้นก็จะมีอำนาจเชิงซ้อนขึ้นมาอีก
"หากจะมีการกระจายอำนาจ ต้องไม่ใช่การทำแบบพิมพ์เขียว ถ้าทำแบบนั้นก็จบกัน ดังนั้นการกระจายอำนาจต้องคำนึงถึงความแตกต่าง เพราะพี่น้องชาติพันธุ์ ชาวเล ต่างมีวิถีของตัวเอง การจะจัดการตนเองต้องใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งและตอบโจทย์ของคนในพื้นที่ โดยวิธีการถ่ายโอนอำนาจไม่ควรยกอำนาจไปให้แต่ต้องมีการผสมผสานระหว่างอำนาจภายในและอำนาจจากภายนอก ที่มีการประสานกันแนวดิ่งและแนวราบจึงจะทำให้การจัดการตนเองโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งได้สำเร็จ” นายแก้ว กล่าว
นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์ชุมชน (พอช.) กล่าวว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้วสังคมไทยพูดกันอย่างกว้างขวางถึงการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง แต่ท้ายสุดข้อถกเถียงนี้ก็หายไปจากสังคม หากจะพูดถึงการจัดการตนเองอีกครั้งต้องทำให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมและถ้าจะทำเฉพาะประชาชนฝ่ายเดียวก็จะไม่สำเร็จ ดังนั้นการจะเปลี่ยนทั้งระบบต้องอาศัยพลังของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งนี้มองว่าการจะจัดการตนเองเชิงโครงสร้างไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเกือบทุกพื้นที่ได้คิดเรื่องการจัดการตนเองแล้ว แต่ต้องมีการวางแผนร่วมกันและคำนึงถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนแล้วคิดหาทางที่จะทำให้ชุมชนเป็นอย่างไร  โดยที่ผ่านมาหลายพื้นที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ดังนั้นการจะปฏิรูปประเทศครั้งนี้ต้องมีองค์กรประชาชนร่วมขบวนการ ถ้าไม่มีการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ก็ไปไม่รอด
Tags : เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20110325/383864/ปฏิรูปอำนาจ-หมดเวลาส่วนกลางปกครองท้องถิ่น.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 29, 2011, 03:30:40 AM »

ผวาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์-การเมืองคอร์รัปชั่นสูง

อุบลราชธานี - ผศ.ดร.ชมพูนุท โมราชาติ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี กล่าวในตอนหนึ่งของเวทีเสวนาสาธารณะ ที่สวนสาธารณะกลางเมืองอุบลว่าศึกษาความเป็นมาของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาหลายประเทศ ทำให้ทราบถึงภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แม้ไม่เกิดการระเบิดเหมือนโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ของประเทศรัสเซีย หรือโรงไฟฟ้าใน จ.ฟูกูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น แต่กากพลังงานของนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว ก็จะสร้างปัญหาให้กับมวลมนุษยชาติในอนาคต โดยปัจจุบันทั้งโลกมีกากนิวเคลียร์ใช้แล้วหนักกว่า 5 หมื่นตันไม่รู้จะเก็บรักษาไว้อย่างไร เพราะกากนิวเคลียร์เหล่านี้ มีอายุนับล้านปี จึงจะสลายตัวไป การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในวันนี้ จึงเป็นการก่อปัญหาทิ้งไว้ให้มนุษย์ยุคหลังต่อไป

ด้านนายศุกวสันต์ วงศ์ธนู กรรมการสภาเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี ระบุว่า เป็นตัวแทนเยาวชนเข้าอบรมรับความรู้ด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์กับกระทรวงพลังงาน จึงมองข้อมูลเป็นสองด้านคือ ด้านดีจะมีไฟฟ้าใช้ในราคาไม่แพง และถ้าไม่สามารถเอาพลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ได้ด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม พลังงานนิวเคลียร์ก็ควรเป็นทางเลือก แต่เมื่อเกิดการระเบิดในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น ได้ชื่อว่ามีมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยสูงติดระดับโลก จึงไม่มั่นใจกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย เพราะนักการเมืองไทยมีชื่อเสียงด้านการคอร์รัปชั่นติดอันดับโลก จะทำให้เกิดปัญหาด้านโครงสร้างและความปลอดภัยตามมา รวมทั้งมีความเห็นว่าควรเอางบประมาณจำนวนหลายแสนล้านบาทที่ใช้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาสร้างวินัยการใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่าดีกว่า

หน้า 29

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNakk1TURNMU5BPT0=&sectionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBeE1TMHdNeTB5T1E9PQ==
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 09, 2011, 08:03:24 AM »

จดหมายเปิดผนึก Thai PBS ‘ทีวีที่คุณวางใจจริงหรือ?..’
Sat, 2011-04-09 02:19

เรียน  ผู้บริหาร Thai PBS
 
ก้าวสู่ปีที่ 4 อัตลักษณ์ใหม่ Thai PBS ทีวีสาธารณะ ที่ภาคประชาชนคาดหวังว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการทีวีบ้านเรา และนำไปสู่การปฏิรูปสื่อทั้งระบบในอนาคตข้างหน้า  จากช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา Thai PBS ก็ได้พิสูจน์ให้พวกเราเห็นแล้วในระดับหนึ่ง ด้วยกระบวนการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เช่น การมีสภาผู้ชมผู้ฟังที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้สะท้อนความคิดเห็นกับ Thai PBS มีช่วงนักข่าวพลเมืองให้คนในพื้นที่ได้นำเสนอเรื่องราวในชุมชนของตนเองสู่สาธารณะ มีสถานีภูมิภาคเพื่อการเข้าถึงสื่อของคนท้องถิ่น ตลอดจนการมีพื้นที่ทางสื่อให้กับการเคลื่อนไหวภาคประชาชน โดยการเกาะติดประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของทุนและรัฐ ดังเช่น กรณีผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เหมืองแร่ หรือแม้แต่ภัยพิบัติต่างๆ เป็นต้น
 
ดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อแนวทางการดำเนินงานของ Thai PBS มาประจวบเหมาะกับความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นสื่อทีวีเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีทุนและรัฐคอยครอบงำ หรือชี้นำทิศทางการนำเสนอเหมือนช่องอื่นๆ จึงเกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จนกล้าพูดได้เต็มปากว่า “ทีวีไทย ทีวีของประชาชน” หรือ “ทีวีไทยคือทีวีของเรา” เพื่อผลักดันไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย
 
อย่างไรก็ดี จากการนำเสนอข่าว (ภาคค่ำ) กรณีโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ของ Thai PBS เมื่อวันที่ 17 ก.พ.54 ในประเด็นการจ่ายเงินค่าลอดใต้ถุนของบริษัทเหมืองแร่ และเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 54 ประเด็นข่าวการจัดเวทีเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping) ที่เทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ ซึ่งมีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างฝ่ายชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีกับพนักงานบริษัทเหมืองแร่ และมวลชนที่บริษัท จัดตั้งมา จึงทำให้ชาวบ้านในพื้นที่อดคิดไม่ได้ว่า ตกลง Thai PBS คือ “ทีวีของเรา หรือทีวีของทุน” เพราะดูแล้วเหมือนช่วยทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์โครงการฯ ให้กับบริษัทฯ อีกแรงหนึ่งได้เป็นอย่างดี (ข่าวการจ่ายค่าลอดใต้ถุนเมื่อวันที่ 17 ก.พ.)
 
ขณะเดียวกันในวันที่ 5 เม.ย. บริษัทเหมืองแร่ ก็จัดฉาก วางสคริปให้นักข่าวถ่ายทำ โดยให้ซองขาวซื้อนักข่าวหัวละ 500 บาท ซึ่งน่าสลดใจ เนื่องจากว่าไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี และไม่มีจรรยาบรรณของนักข่าวเลยจริงๆ (เพราะแพงกว่าค่าหัวม็อบฝ่ายสนับสนุนที่บริษัทฯ จ้างมา 300 บาท เท่านั้น) เพื่อทำลายภาพลักษณ์การเคลื่อนไหวของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ แต่ไม่ได้อธิบายเนื้อหาและที่มาที่ไปของเวทีว่าทำไมชาวบ้านถึงต้องออกมาคัดค้าน!
 
Thai PBS เป็นช่องทีวีที่ชาวบ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ให้ความไว้วางใจ เฝ้าติดตาม และให้ความร่วมไม้ร่วมมือด้วยดีเสมอมา จนเกิดกระแสการตื่นตัวของชาวบ้านต่อการเลือกรับชมสื่อทีวีช่องนี้(มากกว่าช่องละครน้ำเน่า หรือเกมโชว์สมองฝ่อ) ทั้งนี้ เราก็เข้าใจว่าการทำข่าวใน 2 ครั้งที่ผ่านมาเป็นผลงานของสตริงเกอร์ที่อยู่อุดรฯ (สื่อส่วนใหญ่ในจังหวัดอุดรฯ ถูกบริษัทเหมืองแร่ซื้อตัวแล้ว) แต่เราก็ยังคลางแคลงใจและเห็นว่าหัวหน้าฝ่ายข่าว หรือใครก็ตามที่มีอำนาจหน้าที่ในตรงนี้ควรจะสกรีนข่าว และมีวิจารณญาณก่อนนำเสนอมากกว่านี้ เพราะเท่าที่ดูรายชื่อและเกียรติประวัติของฝ่ายข่าว Thai PBS แล้ว คงไม่ใช่ “นักข่าวพลเมือง” เป็นแน่
 
อย่างไรก็ดี เราไม่ได้บอกว่า Thai PBS จะต้องมาเข้าข้างพวกเราหรอก แต่ Thai PBS ควรนำเสนอในทุกแง่มุมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ให้สมกับที่บอกว่าเป็นช่องทีวีที่มี “คุณธรรม สร้างสรรค์สังคม” และควรสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะระบบสตริงเกอร์ข่าวที่หากินกับรัฐและทุนท้องถิ่น เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว Thai PBS ก็จะยังคงล้าหลังเหมือนสื่อช่องอื่นๆ อยู่ดี และเมื่อเป็นเช่นนี้ “เราจึงละล้าละลังที่จะวางใจคุณ”
 
สุดท้าย เราก็คงไม่เรียกร้องอะไรจาก Thai PBS เพียงแต่คาดหวังว่า Thai PBS หรือสื่อสารมวลชนทุกแขนงในบ้านเราจะมีทัศนคติที่ดีต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการชาวบ้านที่รวมตัวกันลุกขึ้นมาปกป้องถิ่นฐาน และทรัพยากรท้องถิ่น ตลอดจนการมีจริยธรรมกับการทำสื่อ และจิตสำนึกสาธารณะ มากกว่าการสยบยอมเป็นเครื่องมือของรัฐและทุน... เพราะสื่อเป็นพลังสำคัญที่จะร่วมสร้างสังคมใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ชุมชนท้องถิ่น และการปฏิรูปประเทศไทย
 
                                                                                                                                                       ด้วยจิตคารวะ
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)
กลุ่มสื่อคนฮักถิ่น นักข่าวพลเมือง จังหวัดอุดรธานี
จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนคนฮักถิ่น
ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน
ชมรมนักศึกษาเพื่อการพัฒนา (ชนพ.)
อาศรมบ่มเพาะความคิดและจิตวิญญาณ
อาศรมสหธรรมิก

http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/33978
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 09, 2011, 08:06:38 AM »

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรฯ แจงข้อเท็จจริงชาวบ้านล้มเวทีดัน EHIA โครงการเหมืองโปแตซ
Sat, 2011-04-09 03:19

เหตุการณ์ปะทะในเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อกำหนดขอบเขตการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการเหมืองแร่โปแตซ จ.อุดรธานี กลุ่มอนุรักษ์ฯ ย้ำเวทีขาดความชอบธรรม ปิดกั้นการแสดงความเห็น ปชช.

 
วานนี้ (8 เม.ย.54) กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ทำเอกสารเผยแพร่ชี้แจงข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ปะทะ เมื่อวันที่ 5 เม.ย.54 ในเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Scoping) เพื่อกำหนดขอบเขตงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการเหมืองแร่โปแตซ จ.อุดรธานี ที่สำนักงานเทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยระบุรายละเอียดดังนี้
 
 
 
ชี้แจงข้อเท็จจริง
จากเหตุการณ์ปะทะในเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Scoping) เพื่อกำหนดขอบเขตงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการเหมืองแร่โปแตซ จ.อุดรธานี
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2554 ที่สำนักงานเทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี
...................................................
 
สืบเนื่องจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกับบริษัทเอพีพีซี ได้จัดฉากเกณฑ์ชาวบ้านให้ไปร่วมเวทีประชุมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2553 ณ โรงแรมเซ็นทารา จ.อุดรธานี แล้วแอบอ้างว่า ได้มีการชี้แจงเรื่องการปักหมุดรังวัดให้กับประชาชนไปเรียบร้อยแล้ว พอรุ่งเช้าก็เร่งรีบทำการปักหมุดรังวัดขอบเขตเหมืองแร่ในพื้นที่ขอสัมปทานโครงการเหมืองแร่โปแตซ แหล่งอุดรใต้ 4 แปลง พื้นที่ 26,446 ไร่ (ครอบคลุมเนื้อที่ ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ อ.เมือง และต.ห้วยสามพาด ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม) ทันที ทั้งๆ ที่ในเวทีเป็นการประชุมเพื่อชี้แจงเรื่องการขออนุญาตประทานบัตรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 และการอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรค 2 และเป็นการชี้แจงการจัดทำรายงานศึกษาสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment: SEA) โครงการเหมืองแร่โปแตซในภาคอีสาน ตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ไม่ใช่การประชุมเพื่อการชี้แจงปักหมุดรังวัดตามขั้นตอนการขออนุญาตประทานบัตร แต่อย่างใด ดังนั้นปักหมุดรังวัดในครั้งนี้จึงไม่ชอบธรรมและผิดกฎหมาย กลุ่มชาวบ้านจึงไม่ยอมรับและคัดค้าน
 
ในวันที่ 5 เมษายน 2554 บริษัทเอพีพีซี และบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ริ่ง แอนด์ แมเนจเมนต์ จำกัด ได้ร่วมกันจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Scoping) เพื่อกำหนดขอบเขตงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการเหมืองแร่โปแตซ จ.อุดรธานี ที่เทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ ซึ่งตามข้อเท็จจริงการจัดเวทีดังกล่าวไม่ได้ถูกกำหนดให้มีตาม พ.ร.บ.แร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และตามประกาศโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 วรรค 2 เนื่องจากว่ากรณีโครงการเหมืองแร่โปแตซไม่เข้าข่ายโครงการรุนแรงตามประกาศนี้ แต่บริษัทเอพีพีซี ต้องการจะสร้างภาพอีกครั้ง โดยการเกณฑ์ชาวบ้านเพื่อไปร่วมรับฟัง แล้วให้ยกมือสนับสนุนการปักหมุดรังวัด และโครงการเหมืองแร่โปแตซ
 
โดยสถานการณ์ตั้งแต่เย็นของวันที่ 4 เม.ย.54 เจ้าหน้าที่ อปพร.โนนสูง-น้ำคำ ได้นำแผงเหล็กมากั้นขวางถนนเส้นทางที่จะเข้าสู่หอประชุม และมีเจ้าหน้าที่เฝ้าเวรยามตลอดทั้งคืน
 
พอถึงช่วงเช้าของวันที่ 5 เม.ย.54 กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กลุ่มแรกราว 30 คน เดินทางไปถึงสถานที่ตั้งแต่ 6 โมงเช้า โดยมีเจตนาเพื่อเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นในเวที แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ อปพร.พนักงานบริษัทเอพีพีซี และกลุ่มชายฉกรรจ์ที่บริษัทฯ จ้างมาคุ้มกันเวทีก่อนมีการยื้อยุดตรงหน้าทางเข้า เพื่อกันไม่ให้ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ เข้าไปข้างใน จนเกิดการปะทะกันรุนแรงมากขึ้นในระหว่างชุลมุนก็ได้มีชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ของบริษัทเอพีพีซี ใช้ไม้ยาวฟาดลงมาท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านอย่างแรงโดนศีรษะของนางหนูพิณ อันสา อายุ 42 ปี ชาวบ้านจากบ้านสังคม ต.ห้วยสามพาด เข้าอย่างจัง แล้วเหวี่ยงจนล้มเป็นลมหมดสติ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลกุมภวาปีอย่างเร่งด่วน (เดิมนางหนูพิณ มีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัวอีกด้วย) ในเวลาไล่เลี่ยกันกลุ่มอนุรักษ์ฯ ทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่องจนสามารถรวมตัวกันได้กว่า 700 คน ทำให้กลุ่มคนฝ่ายบริษัทฯ ไม่กล้าขัดขวาง กลุ่มอนุรักษ์ฯ จึงเข้าไปนั่งจนเต็มหอประชุม
 
เวลาประมาณ 09.00 น.บริษัทฯ ประเมินสถานการณ์ว่าไม่สามารถจัดการประชุมได้ จึงตัดสินใจเคลื่อนย้ายผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนหนึ่งประมาณ 100 คน เข้าไปในสวนย่อมในเกาะที่มีสระน้ำล้อมรอบทั้งสามด้านมีถนนทางเข้าด้านเดียว ซึ่งอยู่ตรงข้ามบริเวณที่ทำการเทศบาลฯ และ ให้เจ้าหน้าที่ อปพร.กว่า 50 คนตั้งแถวคุ้มกันไม่ให้กลุ่มอนุรักษ์ฯ เข้าไปได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกประมาณ 50 นายตั้งแถวป้องกันไว้ในแนวถนนอีกด้านหนึ่ง ส่วนบรรยากาศการประชุมในสวนหย่อมกลางน้ำนั้นชาวบ้านที่เข้าร่วมนั่งพื้นดินและยืนใต้ร่มไม้ พร้อมกับมีอาการละล้าละลัง
 
เวลาประมาณ 10.00 น.กลุ่มอนุรักษ์ฯ เคลื่อนขบวนไปประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยพยายามเจรจาต่อรองเพื่อจะเข้าไปร่วมเวที ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมแตกตื่นและหวาดวิตกว่ากลุ่มอนุรักษ์ฯ จะบุกเข้าไปอีก จึงค่อยๆ ทยอยเดินออกไป จนเหลืออยู่ไม่ถึง 50 คน และการประชุมบนเกาะกลางสระน้ำก็ถูลู่ถูกังไปจนถึงเวลาเกือบ 12.00 น.
 
ดังนั้น การจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Scoping) เพื่อกำหนดขอบเขตงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการเหมืองแร่โปแตซ จ.อุดรธานี ในครั้งนี้ จึงไม่มีความสง่างาม และขาดความชอบธรรมอย่างยิ่ง อนึ่ง เห็นได้ชัดเจนว่าต้นตอของปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สืบเนื่องมาจากการปักหมุดรังวัดอันฉ้อฉลของ กพร.กับบริษัทเอพีพีซี (โดยมีผู้ว่าฯ อุดร เปิดทางให้) ซึ่งนับวันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น
 
มิหนำซ้ำการเปิดเวทีสาธารณะของบริษัทฯ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพ.ร.บ.แร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 ก็ยังถูกปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่พึงจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2550
 
นี่หรอกหรือ “โครงการอุดรโพแทช เหมืองของโจร ทำคนแตกแยก” ...
 
ด้วยจิตคารวะ
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
8 เม.ย.54
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
นักข่าวพลเมือง: อิตัลไทยฯ เปิดฉากปะทะกับชาวบ้าน รับเวทีเข็น ‘อีเอชไอเอ’ เหมืองโปแตชอุดรฯ

http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/33980
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2011, 01:34:29 AM »

นักข่าวพลเมือง: ชาวบ้านปิดท่าเรือน้ำลึกประจวบ
Sat, 2011-04-30 18:24
ชาวบ้านบางสะพาน กว่า 600 คนนำโดยกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง ได้ใส่เสื้อเขียวเข้าปิดทางเข้าออก ท่าเรือน้ำลึกของ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด  ชี้บริเวณที่ดินหน้าท่าเรือดังกล่าวตั้งทับป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมดมี เนื้อที่เกือบ  800 ไร่
28 เม.ย. 54 - ท่าเรือน้ำลึกของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กที่บางสะพานถูกปิดอัมพาตมาแล้วสามวัน  ชาวบ้านในอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  รวมตัวกันต่อเนื่องมา 3 วันประมาณ 600 คนนำโดยกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง ได้ใส่เสื้อเขียวเข้าปิดทางเข้าออก ท่าเรือน้ำลึกของ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด  ตั้งอยู่หมูที่ 3 ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน  จังหวัดประจวบฯ  ทั้งสามทางจนไม่สามารถใช้การท่าเรือในการลำเลียงสินค้าเหล็ก ที่จะขึ้นลงท่าเรือได้  จากสาเหตุที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   บริเวณที่ดินหน้าท่าเรือดังกล่าวตั้งทับป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมดมีเนื้อที่ เกือบ  800 ไร่ รวมถึงถนนเส้นทางลำเลียงสินค้า  จำนวน 52 แปลง ได้ถูกกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ไปแล้วตั้งแต่วันที่  5  มกราคม 2553  และได้มีการอุทธรณ์คำสั่งจากผู้ถือครองที่ดิน  คือบริษัทในเครือสหวิริยา แต่ได้ยกคำอุทธรณ์ไปหมดแล้ว
นายวิฑูรย์  บัวโรย แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงกล่าวว่า  “ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐฯ ที่เกี่ยวข้องก็ได้ยกคำอุทธรณ์ทั้งหมดแล้ว  ปัจจุบันก็ได้มีคำสั่งบังคับใช้มาตรา 25 ตามประมวลกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507  ให้หยุดดำเนินกิจกรรมใด ๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว    และให้ออกจากพื้นที่ตั้งแต่  28 กรกฎาคม 2553  แต่ผู้บุกรุกก็ยังเพิกเฉย ประกอบกับกรมป่าไม้โดยมอบหมายให้ นายอำเภอบางสะพาน และทรัพยากรป่าไม้เขต 10 เข้าดำเนินการตามมาตรา 25 ยังไม่มีมาตรการคืบหน้าที่จะจัดการใดๆ  ทิ้งเวลามากว่า 60 วันนับจากคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ จนทำให้ชาวบ้านที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการบุกรุกที่ป่าสงวน ป่าคลองแม่รำพึงแห่งนี้  คือน้ำท่วมซ้ำซากอดทนต่อไปไม่ไหวต่อการล่าช้ามามาก  เพราะที่ตรงนี้มันขวางเส้นทางระบายน้ำของอำเภอบางสะพาน  ต้องการให้ผู้ที่รับผิดชอบดำเนินการ มีมาตรการขอบเขตระยะเวลาที่ชัดเจนในการจัดการตามกฎหมายให้เป็นรูปธรรมมาก ขึ้น”
ล่าสุดเวลา 8.30 น.ของวันที่ 29 เมษายน 2554  นายสมพร  ปัจฉิมเพ็ชร  นายอำเภอบางสะพานได้นำคณะเจ้าหน้าที่ที่ดิน  เจ้าหน้าที่ป่าไม้  และเจ้าหน้าที่กำลังตำรวจในและนอกพื้นที่กว่า 300 นายเข้าดำเนินการตรวจสอบขอบเขตพื้นที่บุกรุกป่าฯ  พร้อมทั้งวางกำหนดขอบเขตเวลาในการจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้บุกรุกป่าสงวน โดยจะมีการตั้งทีมปฏิบัติการและพิสูจน์เขตเพื่อบังคับใช้มาตรา 25 ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน  โดยเฉพาะกรมป่าไม้รับปากจะมีการสอบเขตให้ชัดเจนภายใน 7  วัน แต่อย่างไรก็ดีในวันนี้ ก็ได้ตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างที่สร้างบุกรุกทั้งหมดในเขตป่าแล้วและได้แจ้งความ ดำเนินคดีไว้ที่ สภ.บางสะพานเรียบร้อยแล้ว  จากนั้นชาวบ้านก็ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องลงบันทึกข้อตกลงการปฏิบัติดังกล่าว เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด ก่อนจะสลายตัวไปในเวลาประมาณ 11.30 น.  ของวันนี้
http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/34315
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2011, 10:38:05 AM »

 ค้านกรมอุทยานฯ เดินหน้าตัดถนนกันแนวเขตป่าเทือกเขาบรรทัด ผ่าสวนยางชาวบ้าน
Wed, 2011-05-11 17:45

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เคลื่อนยื่นหนังสือหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด-ผู้ว่าฯ ตรัง ค้านโครงการตัดถนนเพื่อตรวจป่าห่วงกระทบทรัพยากรและวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งยังผ่านพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนตามนโยบายรัฐบาล
 
ภาพ: Bandita Hari
จากกรณีกรมอุทยานฯ เดินหน้าตัดถนนกันแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง ในพื้นที่สวนยาง และป่าหัวสวน (หย่อมป่าในพื้นที่ชุมชน) ในพื้นที่บ้านยูงงาม หมู่ 1 ต.โพรงจระเข้ อ.ย่านตาขาว บ้านลำพิกุล บ้านลำขนุน หมู่ 4 และหมู่ 8 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว และ ต.ช่อง อ.นาโยง ระยะทาง 15 กม.กว้างประมาณ 5 เมตร ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วในระยะทางประมาณ 5 กม.โดยเจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยข้อมูลวัตถุประสงค์และรายละเอียดของโครงการ เพียงบอกชาวบ้านว่าตัดถนนเพื่อตรวจป่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ขณะที่ตัดผ่ากลางสวนยางของชาวบ้าน
 
เมื่อวันที่ 10 พ.ค.54 ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัดพร้อมด้วยชาวบ้านในพื้นที่ ได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการดำเนินการดังกล่าวต่อ นายคม ไชยภักดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด เนื่องจากห่วงว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทบต่อทรัพยากรและวิถีชีวิตของชุมชน และก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือต่อนายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 6 พ.ค.54 ขอให้ผู้ว่าฯ มีคำสั่งเป็นหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ยุติการก่อสร้างถนนหรือกระทำการใดๆ ในพื้นที่ทันที  พร้อมให้ชี้แจงวัตถุประสงค์ รวมทั้งรายละเอียดโครงการแก่เครือข่ายฯ เป็นหนังสือภายใน 15 วัน เพื่อให้ชุมชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และสามารถกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน
 
ทั้งนี้ ข้อมูลของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ระบุว่า การดำเนินการของกรมอุทยานฯ ไม่มีการชี้แจง หรือเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และรายละเอียดของโครงการ ขณะที่ตัดถนนผ่านที่ดินทำกินดั้งเดิมของชุมชน โดยพื้นที่โครงการส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่โฉนดชุมชนบ้านยูงงาม, บ้านลำพิกุุล และบ้านลำขนุน ซึ่งคณะกรรมการประสานงานโฉนดชุมชน ได้คัดเลือกให้พื้นที่โฉนดชุมชนบ้านลำขนุน เป็นพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนตามนโยบายรัฐบาล และทางเครือข่ายได้เสนอให้สำนักงานโฉนดชุมชนคัดเลือกพื้นที่โฉนดชุมชนบ้านลำพิกุลและบ้านลำขนุน เป็นพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนด้วย
 
นอกจากนี้ การไถดันปรับพื้นที่บนเชิงเขาและเนินเขา ซึ่งเป็นพื้นที่สูงจึงจะส่งผลต่อระบบนิเวศน์ของดิน สายน้ำ และพื้นที่ป่า หากมีฝนตกหนักดินและหินที่ถูกไถจะไหลลงสู่ลำห้วยทำให้ลำห้วยตื้นเขิน ทิศทางน้ำจะเปลี่ยนและอาจทำให้เกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลากลงมา จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านหลายสิบชุมชน ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.นาโยง อ.ย่านตาขาว และอ.ปะเหลียน รวมทั้งตัวเมืองตรังซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มด้านล่าง
 
การตัดถนนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ อีกทั้ง ยังทำให้ชาวบ้านหลายรายต้องสูญเสียพื้นที่สวนยาง อีกทั้งยังมีข้อกังวลด้วยว่า หากเป็นการตัดถนนเพื่อกันแนวเขตป่าแล้ว ชาวบ้านจะยังสามารถเข้าไปทำกินในพื้นที่สวนยาง ซึ่งถูกกันแนวเขตเป็นป่าได้อีกหรือไม่
 
ล่าสุดวันนี้ (11 พ.ค.54) ข่าวสดออนไลน์ รายงานข่าวว่า นายคม ชัยภัคดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ได้ลงพื้นพบปะกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาเคลื่อนไหว พร้อมชี้แจงว่า กรณีนี้เกิดมาจากความเข้าใจผิด ซึ่งโครงการตัดถนนในครั้งนี้ ดำเนินการโดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีขนาดกว้าง 4 เมตร ระยะทาง 15 กิโลเมตร เป็นลักษณะเส้นทางลำลอง ด้วยการใช้รถแทรกเตอร์เปิดหน้าดิน เพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าไปได้ และตัดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างเขตป่าไม้กับเขตชาวบ้าน จึงมีต้นไม้ใหญ่น้อยมาก และส่วนใหญ่จะมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม
 
นายคม กล่าวด้วยว่าการตัดถนนสายนี้เพื่อเป็นการแบ่งเขตพื้นที่ให้ชัดเจน และเพื่อความสะดวกในการเดินทางของชาวบ้าน หรือการทำงานของเจ้าหน้าที่ ล่าสุดสามารถตัดถนนได้แล้ว 5 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.โพรงจรเข้ แต่เมื่อตัดเพิ่มมาได้แค่ 200 เมตร ในพื้นที่ ต.นาชุมเห็ด และเตรียมจะตัดต่อไปในพื้นที่ ต.ช่อง อีก 5 กิโลเมตร กลับถูกกลุ่มชาวบ้านร้องเรียนไปถึง ผวจ.ตรัง จึงจำเป็นต้องชะลอโครงการ และเข้าไปทำความเข้าใจในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ก่อนเริ่มดำเนินการ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันดีแล้ว
 
ส่วนข้อกังวลว่าการตัดถนนจะสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมนั้น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดขอยืนยันว่า ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่วิศวกร กรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นอย่างดี โดยเลือกดำเนินการเฉพาะในเส้นทางที่จำเป็น และมีผลกระทบน้อยที่สุด ฉะนั้นขอให้กลุ่มอนุรักษ์เกิดความสบายใจได้  ขณะที่เรื่องสิทธิ์ในการทำกินของชาวบ้านก็ยังเป็นปกติ ไม่มีการนำเรื่องนี้มาอ้างเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งใด พร้อมเชื่อว่าหลังจากทำความเข้าใจในครั้งใหม่แล้ว ทุกอย่างคงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้

http://www.prachatai3.info/journal/2011/05/34503
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2011, 10:41:53 AM »

กรีนพีชเรียกร้องไทยตามรอยญี่ปุ่น หยุดแผนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
Thu, 2011-05-12 01:29

กรุงเทพฯ, 11 พฤษภาคม 2554 — กรีนพีชเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติปฏิบัติตามการตัดสินใจของประเทศญี่ปุ่นที่ถอนแผนการก่อสร้างโรงฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ทั้งหมด เพื่อปูทางไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน การเรียกร้องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายนาโอะโตะ คัง นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศยกเลิกแผนการสร้างนิวเคลียร์ในประเทศทั้งหมด

“เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานที่ไม่ดี พลังงานนิวเคลียร์มีอันตราย ราคาแพงและหลอกลวง กรีนพีชยินดีกับการตัดสินใจของญี่ปุ่นที่ระงับแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยลงมือทำเช่นนั้นด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานควรถอนพลังงานนิวเคลียร์ออกจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเสีย แล้วก้าวสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่อย่างมหาศาลแทน” จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ลงทุนอย่างมากไปกับพลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์นิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในเมืองฟูกูชิมา ซึ่งเป็นวิกฤตนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในโลกต่อจากหายนะภัยเชอร์โนบิล เมื่อปี พ.ศ. 2529 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าถึงแม้จะมีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่พลังงงานนิวเคลียร์ยังคงเป็นอันตรายแก่มนุษย์

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลักดันนิวเคลียร์ในประเทศไทยได้เพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนภัยดังกล่าวและไม่สนใจต่อความเสี่ยงที่อาจเป็นหายนะภัย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับล่าสุด (PDP2010) ซึ่งถูกเรียกว่า “แผนพัฒนาไฟฟ้าสีเขียว” ได้บรรจุกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เข้าไปด้วย แผนนิวเคลียร์ของรัฐบาลซึ่งระบุพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน 5 จังหวัด นำไปสู่การคัดค้านจากสาธารณชนเนื่องจากขาดความโปร่งใส

ประชาชนในจังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ จังหวัดอุบลราชธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ จังหวัดตราด จันทบุรี รวมถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชได้ออกมาต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ที่อันตรายนี้

ในวาระครบรอบ 25 ปี หายนะภัยเชอร์โนบิลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กรีนพีซร่วมกับนักวิชาการ สถาบันการศึกษา องค์กรภาคประชาสังคมและประชาชนที่คัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จาก 17 จังหวัด รวมตัวกันเปิดตัว “เครือข่ายพลเมืองไทยปฏิรูปพลังงาน” เพื่อส่งข้อความถึงรัฐบาลไทยว่าชาวไทยไม่ต้องการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ

“แทนที่จะรอให้เกิดอุบัติภัยทางนิวเคลียร์ขึ้นอีกครั้ง รัฐบาลทั่วโลกควรจะตัดสินใจเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำไปสู่การพัฒนานโยบายด้านพลังงานที่อยู่บนพื้นฐานของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด การตัดสินใจของประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้เป็นประตูสำคัญสู่พลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และนับเป็นห้วงเวลาที่สำคัญของประเทศต่างๆในการก้าวไปสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน และประเทศไทยก็จะต้องไม่ล้าหลังในเรื่องนี้” จริยากล่าวเสริม
http://www.prachatai3.info/journal/2011/05/34511
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2011, 03:27:41 PM »

เครื่อข่ายปฏิรูปที่ดินร้องอย่าให้ทหารยุ่ง และเร่งออกโฉนดชุมชน
Mon, 2011-05-16 23:58

16 พ.ค. เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ "หยุดใช้ความรุนแรงในพื้นที่โนนดินแดง" หลัง กอ.รมน. ร่วมกับกลุ่มสภาประชาชน 4 ภาคประมาณ 5,000 คน ได้บุกเข้าพื้นที่ที่เป็นที่พักอาศัยของกลุ่มชาวบ้านผู้ประสบปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 9 ราย เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยแถลงการณืเรียกร้องให้ทหารเลิกเข้ามายุ่งเกี่ยวในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ให้รับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเร่งดำเนินการจำแนกและนำที่ดินที่หมดสัญญาเช่าจากการปลูกป่ายูคาลิปตัส มาจัดสรรให้กับเกษตรกรไร้ที่ทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชน

0 0 0 0 0 0

หยุดใช้ความรุนแรงในพื้นที่โนนดินแดง
รัฐบาลต้องเร่งจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรในรูปแบบโฉนดชุมชน

สืบเนื่องวันที่ 13 พฤษภาคม 2554 เวลาประมาณ 11.00 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ร่วมกับกลุ่มสภาประชาชน 4 ภาคประมาณ 5,000 คน ได้บุกเข้าพื้นที่ที่เป็นที่พักอาศัยของกลุ่มชาวบ้านผู้ประสบปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หมดสัญญาเช่าการปลูกป่ายูคาลิปตัสของบริษัทเอกชน ด้วยรถปิ๊กอัพประมาณ 500 คัน โดย กอ.รมน.และกลุ่มสภาประชาชน ได้อ้างถึงสาเหตุของการเข้าไปในพื้นที่ว่า “ต้องการเข้าไปปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ์” และได้ใช้กำลังทหารเข้าทำลายทรัพย์สินและทำร้ายร่างกายชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงจนได้รับบาดเจ็บหลายราย

ณ ขณะนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมอันรุนแรงเกินกว่าเหตุ ได้ส่งผลให้มีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บจำนวน 9 คน หนึ่งใน 9 คนนี้ เป็นชาวบ้านหมู่บ้านเก้าบาตร ซึ่งเป็นสมาชิกของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากถูกผลักล้มลง หัวฟาดพื้นจนสลบและได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง

นอกจากนี้ ในชุมชนใกล้เคียงกับชุมชนบ้านเก้าบาตร ได้มีการใช้กำลังเข้าทำร้ายชาวบ้านและทำลายทรัพย์สินจนเสียหายเป็นจำนวนมาก แม้จะมีชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่ แต่ก็ไม่สามารถทัดทานกำลังได้ มีการเผาทำลายกุฏิพระสงฆ์จำนวน 8 หลัง และได้จับกุมพระสงฆ์จำนวน 9 รูป ไป

ต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท.) มีความเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.การแก้ไขปัญหาทีดินทำกินควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล ที่มีกลไกทำงานร่วมกับภาคประชาชนอยู่แล้ว ทหารไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ตามที่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้เคยเรียกร้องมาตลอด
2.การใช้ความรุนแรงเข้าทำลายทรัพย์สินและทำร้ายร่างกายชาวบ้านในครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อหน้าที่อย่างรุนแรง เป็นการใช้กำลังอันเกินกว่าเหตุ รัฐบาลจึงควรแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้น
3.เพื่อให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่โนนดินแดงลุล่วงไปได้ รัฐบาลควรเร่งดำเนินการจำแนกและนำที่ดินที่หมดสัญญาเช่าจากการปลูกป่ายูคาลิปตัส มาจัดสรรให้กับเกษตรกรไร้ที่ทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชน โดยคัดกรองเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ให้ได้รับความเป็นธรรมโดยทั่วกัน
เร่งปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน สร้างสังคมที่เป็นธรรม

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย
16 พฤษภาคม 2554
http://www.prachatai3.info/journal/2011/05/34566
.......................
http://www.prachatai3.info/journal/2011/05/34549
เรื่องเกี่ยวข้อง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #19 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2011, 03:43:48 PM »

แถลงการณ์สมัชชาคนจน
ประณามปฏิบัติการความรุนแรงและป่าเถื่อน
ของสภาประชาชน 4 ภาค กองทัพภาคที่ 2 และรัฐบาล


จาก เหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2554 ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ร่วมกับกลุ่มสมาชิกสภาประชาชน 4 ภาคจำนวนมาก บุกเข้าไปยังพื้นที่ชุมชนบ้านเก้าบาตร ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยอ้างว่าต้องการเข้ามาในพื้นที่เพื่อปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ จนเกิดเหตุ ปะทะกันอย่างรุนแรงและทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน ทั้งหมดเป็นผู้หญิงในชุมชนบ้านเก้าบาตรและ 1 รายในจำนวนนี้ถูกกระชากผมจนพลัดตกจากรถศีรษะฟาดพื้นหมดสติอาการสาหัส

นอกจาก นี้ กอ.รมน. และกลุ่มคนดังกล่าวได้บุกต่อเข้าไปยังกลุ่มที่มีพระวันชัยเป็นแกนนำ ซึ่งฝ่ายทหารได้เข้าไปเผาโรงครัวและทำลายกุฏิพระจำนวน 8 หลังเสียหายทั้งหมด และได้จับพระจำนวน 9 รูป ขึ้นรถปิคอัพไปและบังคับให้สึก

พื้นที่นี้เป็นพื้นที่หมดสัญญาเช่า ของบริษัทเอกชนซึ่งเคยเช่าปลูกยูคา ลิปตัส ในอดีตฝ่ายรัฐโดย กอ.รมน.เคยให้สัญญากับชาวบ้านว่าจะจัดสรรพื้นที่ให้ แต่ต่อมากลับบิดพลิ้วทำให้ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม และล่าสุดในครั้งนี้ กอ.รมน.ได้ใช้ความป่าเถื่อนรุนแรงต่อชาวบ้าน

จาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและการกระทำอัน ต่ำช้าของรัฐบาล โดยการปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 สมคบคิดกับกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่าสภาประชาชน 4 ภาค ได้ร่วมจัดตั้งกลุ่มมวลชนและกองกำลังติดอาวุธ พร้อมทั้งปลุกระดมให้เกลียดชังกลุ่มผู้เดือดร้อนปัญหาที่ดินของอำเภอโนน ดินแดงที่อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่ เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ทั้งเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน และกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำลำนางรอง จนกระทั่งนำมาสู่การบุกเข้าไปทำร้ายชาวบ้าน วางเพลิงที่พักอาศัยและกุฏิพระ ทุบทำลายพระพุทธรูป รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ใช้อาวุธปืนข่มขู่ ตลอดจนการบุกเข้าจับพระสึกโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จ จริง

สมัชชาคนจนขอประณาม กองทัพภาคที่ 2 กลุ่มสภาประชาชน 4 ภาค และรัฐบาล ที่ได้ปฏิบัติการใช้ความรุนแรงและป่าเถื่อน กระทำเสมือนบ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อไม่มีแป ไม่ต่างอะไรกับประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการ ซึ่งต่างจากประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ที่ต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้เกียรติ และคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนในประเทศ

ดัง นั้นสมัชชาคนจนจึงเรียกร้องต่อรัฐบาลที่เชื่อมั่นว่าตนเองปกครองด้วย ระบอบประชาธิปไตย ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ตามหลักสากลของประเทศประชาธิปไตยพึงกระทำ

ด้วยความเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สมัชชาคนจน
16 พฤษภาคม 2554



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2011, 03:45:23 PM »

ตะลึง!! หน่วยงานรัฐ "รุกป่าชายเลน" มากถึง 112 แห่ง อธิบดี ทช.สั่งแจ้งความเอาผิดยกแผง

วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 07:17:07 น.
Share 
 
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ทช.ได้สำรวจพื้นที่ป่าชายเลนที่อยู่ในความดูแลและยังมีสภาพป่าจำนวน 1.5 ล้านไร่ พบว่ามีพื้นที่ถูกบุกรุก 112 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) โดยผู้บุกรุกมักอ้างว่าจะนำพื้นที่ป่าชายเลนไปสร้างเป็นสาธารณะประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ได้นำเรื่องนี้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ ซึ่ง ครม.ก็มีมติไม่ให้มีการนำพื้นที่ป่าชายเลนเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ขณะเดียวกันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ทช. ในแต่ละพื้นที่แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่บุกรุกแล้ว บางหน่วยงานเข้าใจผิดคิดว่า เขามีอำนาจในพื้นที่เลยเข้าไปดำเนินการจัดทำโครงการต่างๆ โดยไม่ได้บอกหรือขออนุญาต พอเราไปบอกเขาก็ไม่ฟัง จึงต้องดำเนินการกันตามกฎหมาย ผมได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าชายเลนให้เข้มงวดและดำเนินการตามมติ ครม.ในการห้ามนำพื้นที่ป่าเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ ขึ้นอยู่กับท่านผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดจะกำชับส่วนราชการกันอย่างไรŽ นายเกษมสันต์กล่าว

นายเกษมสันต์กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่นำความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาประมวล เพื่อดำเนินการตามความเห็น
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1305983864&grpid=&catid=19&subcatid=1904
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #21 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2011, 12:41:19 PM »

เมื่อคนเชียงใหม่ชี้ว่า "สังคมชนบท" เปลี่ยนไปแล้ว และขอเรียกร้อง "อำนาจ" ที่ท้องถิ่นเคยมีก่อนปี 2435
วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 11:00:00 น.
Share 
 

 รับชมข่าว VDO
ชมคลิป
http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1307123717
เมื่อเวลา 21.40 น. วันที่ 3 มิถุนายน รายการตอบโจทย์เลือกตั้ง ′54 ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ได้เชิญนายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายพรหมศักดิ์ แสงโพธิ์ แกนนำ กลุ่มบ้านชุ่มเมืองเย็น จ.เชียงใหม่ มาร่วมสนทนาในประเด็น "เชียงใหม่และการกระจายอำนาจ" โดยมีนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นผู้ดำเนินรายการ
 
นายอรรถจักร์ เสนอว่า สังคมชนบทในจังหวัดเชียงใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไพศาล เช่นเดียวกับสังคมชนบทในจังหวัดอื่นๆ ซึ่งไม่ได้พึ่งพารายได้จากภาคการเกษตรแต่เพียงอย่างเดียว จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มี "สังคมชาวนา" อีกแล้วในประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในชนบท ได้บีบให้ระบบการเมืองต้องเปิดและยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเรียกร้องเรื่องการกระจายอำนาจและปกครองตนเอง แม้ว่าผู้นำในระดับประเทศจะมองไม่เห็นหรือแกล้งมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงตรงจุดนี้ แต่ในระยะยาว เชื่อว่า ผู้นำระดับชาติจะทนฝืนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเอาไว้ไม่ไหว

อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ว่า จะเป็น "การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์" คือ คนบางส่วนอาจเลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อใช้พรรคการเมืองดังกล่าวเป็น "เครื่องมือ" ในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเสมอภาค และอาจมีความเป็นไปได้ว่า คนกลุ่มนี้อาจจะขัดแย้งกับ "คนเสื้อแดงกระแสหลัก" และพรรคเพื่อไทย ได้ในอนาคต

การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ซึ่งคนในท้องถิ่นต้องการความเป็นอิสระ ดังนั้น ทำอย่างไรอำนาจรัฐจึงจะแบ่งปันทรัพยากรมาให้คนในท้องถิ่นได้เติบโตด้วยตนเองมากขึ้น

ขณะที่นายพรหมศักดิ์ ระบุว่า การเมืองเชียงใหม่กำลังอยู่ใน "กระบวนการเปลี่ยนผ่าน" ซึ่งแม้อาจมีคนบางตระกูลขึ้นมาครองอำนาจ แต่ก็มีแนวโน้มหลายอย่างที่ดีขึ้น เช่น มีเหตุรุนแรงใน อบต. ต่างๆ เกิดขึ้นน้อยลงกว่าเดิม และมีสัดส่วนของเจ้าพ่อประจำท้องถิ่นลดลง ขณะที่ข้าราชการจากส่วนกลางก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นมากขึ้น ดังนั้น ท้องถิ่นจึงมีความเข้มแข็งพอที่จะดูแลตัวเองได้ และควรมีการกระจายอำนาจให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในเชิงล้มล้าง แต่เป็นการใช้สิทธิในการดูแลจัดการตนเองของประชาชน

แกนนำกลุ่มบ้านชุ่มเมืองเย็น เชื่อว่า เมื่อการเมืองในท้องถิ่นเปลี่ยน การเมืองระดับชาติก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม อาจจะด้วยความรุนแรง หรือด้วยความยินยอมของผู้มีอำนาจ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม เนื่องจากภายใต้กฎกติกาปัจจุบัน การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ แต่เป็นการต่อสู้แย่งชิงอำนาจรัฐเพื่อนำไปสู่การจัดการอะไรบางอย่าง จึงเชื่อว่าภายหลังการเลือกตั้ง อาจจะมีความรุนแรงรออยู่

ทั้งนี้ นายพรหมศักดิ์ได้ย้ำถึงจุดยืนในการเรียกร้องให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งไม่ได้หมายถึงการแบ่งแยกดินแดนว่า  "เราพูดถึงการเอาคืนอำนาจที่เราเคยมีก่อน 2435 กลับมาดูแลจัดการตนเอง" และว่าเมื่อกรุงเทพฯ มีอายุ 200 กว่าปี ยังสามารถปกครองตนเองได้ แล้วทำไมเชียงใหม่ซึ่งมีอายุ 700 ปี ลำพูน 1,400 ปี พะเยา พันกว่าปี จะดูแลตนเองไม่ได้

ชมคลิปรายการทั้งหมดได้ที่สัญลักษณ์ "รับชมข่าว VDO" ด้านบน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307123717&grpid=&catid=02&subcatid=020
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2011, 11:23:34 AM »

TCIJ: ชาวบ้านสวนปาล์ม รุกพบรองนายกฯ ยงยุทธ จี้แก้ปัญหาที่ดิน-กลุ่มอิทธิพลSun, 2011-10-16 01:34
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)
 
วันนี้ (15 ต.ค.54) ตัวแทนชาวบ้านสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เข้าพบและยื่นหนังสือต่อ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เดินทางมาทอดกระถินที่วัดเขาพระนิ่ม อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฏร์ธานี พร้อมชี้แจงเกี่ยวกับกรณีปัญหาที่ดินทำกิน และเรื่องความไม่ปลอดภัยจากกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่สวนปาล์ม โดยหลังการพูดคุยชี้แจงประมาณ 5 นาที นายยงยุทธรับปากดูแลปัญหาของชาวบ้านอย่างเร่งด่วน
 
ต่อเนื่องจาก วานนี้ (14 ต.ค.54) ชาวบ้านชุมชนไทรงามพัฒนา พร้อมสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้เข้ายื่นเรื่องที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อส่งหนังสือถึง นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอคัดค้านการประกันตัว นายสุนทร ช่วยบำรุง และนายพงศักดิ์ สุขขาทิพ ผู้ต้องหา หมายเลขคดี ป.2261/54 พร้อมรายชื่อของชาวบ้านเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ 255 คน ที่ร่วมคัดค้านการประกันตัวดังกล่าว และเอกสารลำดับเหตุการณ์ที่ผู้ต้องหาก่อเหตุก่อนหน้านี้ เนื่องจากถึงวันครบกำหนดการฝากขัง 7 วัน
 
หนังสือดังกล่าวระบุเหตุผลการคัดค้านการประกันตัวว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี และ อ.เขาพนม จ.กระบี่ เกรงออกมาใช้อิทธิพล ข่มขู่ทำลายพยานหลักฐาน และอาจเกิดความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้าน เพราะโกรธแค้นที่สมาชิกชุมชุมแจ้งความทำให้โดนจับกุม อีกทั้งที่ผ่านมา ผู้ต้องหาเคยนำอาวุธสงครามเข้าไปข่มขู่คุกคามและก่อรุนแรงต่อชาวบ้านในชุมชนคลองไทร และชุมชนไทรงามพัฒนา ซึ่งเป็นสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้อย่างต่อเนื่อง
 
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งสองคนยังคงขังถูกฝากขังต่อที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
 
ทั้งนี้ การจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 7 ต.ค.54 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยบุรี ได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านชุมชนไทรงามพัฒนา หมู่ที่ 5 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี ว่ามีกลุ่มอิทธิพลเข้าไปคุกคามชาวบ้านในพื้นที่ จึงลงพื้นที่ดูเหตุการณ์ พบรถกระบะต้องสงสัยจึงเรียกตรวจแต่ผู้ต้องหาขับหนี จึงเกิดการไล่ล่าและยิงต่อสู้กันขึ้น สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้าย 2 คน พร้อมอาวุธปืนขนาด 11 มม. จำนวน 1 กระบอก, ปืนขนาด .22 แม็กนั่ม 1 กระบอก, ปืนลูกซองยาว ชนิดบรรจุกระสุน 3 นัด และปืนไรเฟิลจำนวน 1 กระบอก อีกทั้งยังมีกระสุนจำนวนมาก
 
นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ฯ ร้องทุกข์ให้แก้ปัญหากลุ่มอิทธิพลสวนปาล์ม อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เนื่องจากมีกลุ่มชาวบ้านไร้ที่ดินทำกินซึ่งเข้าไปทำการเกษตรและจัดตั้งเป็นชุมชนในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ในหมู่ที่ 5 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี ถูกคุกคามด้านความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินจากกลุ่มอิทธิพลดังกล่าว
 
ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา คือ 1.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ช่วยดูแล กำกับ นายอำเภอชัยบุรีให้ควบคุมกำกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หมู่ที่ 2 และหมู่ 5 ต.ไทรทอง และการปฏิบัติหน้าที่ของชุดรักษาความสงบหมู่บ้านที่หลายครั้งปฏิบัติการผิดวัตถุประสงค์2.ให้นายอำเภอชัยบุรีควบคุมกำกับการยิงปืนและพลุไฟตอนกลางคืนในแคมป์ของผู้ประกอบการสวนปาล์มซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับชุมชน
 
3.ให้ตรวจค้นอาวุธในแคมป์ของผู้ประกอบการจำนวน 3-4 แห่ง ในพื้นที่หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี 4.ให้หน่วยงานระดับอำเภอและสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฏร์ธานีเร่งดำเนินการรื้อประตูเหล็กที่กลุ่มอิทธิพลนำมาปิดกั้นถนน ซึ่งเป็นทางสัญจรสาธารณะในเขต ส.ป.ก.
 
5.ให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฏร์ธานีดำเนินการให้อัยการผู้ดำเนินคดีฟ้องขับไล่ นายเกษม เจริญพานิชย์ ออกจากพื้นที่กว่า 1,700ไร่ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่อยู่อาศัย และทำการเกษตรของกลุ่มชาวบ้าน 5 ชุมชน พร้อมยื่นเรื่องให้มีการบังคับคดีรื้อถอนแคมป์ที่พักคนงาน เนื่องจากศาลชั้นต้นได้พิพากษาขับไล่นายเกษม (จำเลย) และบริวารพร้อมทั้งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้าง ที่พักคนงาน, สำนักงาน ออกจากพื้นที่ดังกล่าว โดยคดีนี้จำเลยได้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับคำขออุทธรณ์ จึงถือว่าคดีได้สิ้นสุดแล้ว
http://www.prachatai3.info/journal/2011/10/37440
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #23 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2011, 07:11:04 AM »

คนชุมพร–ประจวบฯ ต้านสหวิริยา ขอใช้อ่าวทุ่งทรายสร้างท่าเรือน้ำลึก
Sun, 2011-10-30 00:10
ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)
“คนชุมพร-ประจวบ” ฮือต้าน “ท่าเรือน้ำลึกสหวิริยา” ร้องกรรมการสิทธิฯ ตรวจสอบกรณีขอใช้ที่สาธารณะสร้าง “ท่าเรือน้ำลึก” ที่ดินปะทิวเผย “อำเภอปะทิว–สิ่งแวดล้อมภาค14” ไม่เห็นด้วยสร้าง “ท่าเรือน้ำลึกอ่าวทุ่งทราย”
 
ต้าน–ชาวบ้านตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และชาวบ้านตำบลทรายทอง อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกันขึ้นป้ายคัดค้านการขอใช้ที่ดินอ่าวทุ่งทราย อำเภอปะทิว สร้างท่าเรือน้ำลึกของบริษัทในเครือสหวิริยากว่า 20 ป้าย
นายโศรัจ สมาธิวัฒน์ นักวิชาการที่ดินชำนาญการ สำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว ได้ส่งเรื่องบริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด ขอใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์อ่าวทุ่งทราย เนื้อที่ 65–1–06 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพรพิจารณาแล้ว โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2554 ชาวบ้านตำบลปากคลองและตำบลใกล้เคียง ในอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ประมาณ 120 คน ได้ทำหนังสือคัดค้านการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาแล้ว
“เท่าที่ผมทราบตอนนี้ทางอำเภอปะทิว และสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 14 ซึ่งรับผิดชอบจังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ควรอนุมัติให้บริษัททรัพย์สินชุมพรธานีจำกัด ใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์อ่าวทุ่งทรายสร้างท่าเรือน้ำลึก เพราะเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านยังใช้ประโยชน์ร่วมกัน และระบบนิเวศน์ในบริเวณดังกล่าว ยังคงอุดมสมบูรณ์” นายโศรัจ กล่าว
นายสุนิต เนตระกุล ชาวบ้านตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า เมื่อเดือนกันยายน 2554 ตนและชาวบ้านได้เดินทางไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้ลงมาตรวจสอบกรณีการขอใช้ที่ดินอ่าวทุ่งทราย สร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกของบริษัททรัพย์สินชุมพร จำกัด ตอนนี้ชาวบ้านตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ร่วมกับชาวบ้านตำบลทรายทอง อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้คัดค้านการขอใช้ที่ดินเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกกันอย่างคึกคัก มีการติดป้ายคัดค้านกว่า 20 ป้ายแล้ว
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น.ของวันที่ 22 สิงหาคม 2554 ชาวบ้านตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพรประมาณ 120 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือเลขที่ 1015/2554 ลงนามโดยนายมาโนทย์ ประเทศพิบูลย์ พร้อมรายชื่อบุคคล 658 รายชื่อ ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว คัดค้านการขอใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์อ่าวทุ่งทราย ตามหนังสือที่ 1254/2554 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร เรื่องขอใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณประโยชน์อ่าวทุ่งทราย ลงนามโดยนายวิทย์ วิริยประไพกิจ กรรมการผู้มีอำนาจบริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด ในหนังสือระบุเหตุผลในการคัดค้านว่า ประชาชนยังใช้ประโยชน์ทำประมงชายฝั่งร่วมกัน การสร้างท่าเรือน้ำลึกทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์วิทยา และทำให้วิถีชีวิตชุมชนเปลี่ยนไป โดยนางประเทือง เมืองงาม นักวิชาการที่ดินชำนาญการ เป็นผู้รับหนังสือคัดค้านฉบับนี้
พร้อมกันนี้ ชาวบ้านยังได้ยื่นหนังสือลงวันที่ 22 สิงหาคม 2554 ถึงนายสมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ นายอำเภอปะทิว คัดค้านประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว ที่อนุญาตให้บริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด ยื่นขออนุญาตขอใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์อ่าวทุ่งทราย ลงนามโดยนายมาโนทย์ ประเทศพิบูลย์ พร้อมแนบรายชื่อผู้คัดค้านประกอบ โดยให้เหตุผลว่า ลักษณะของโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก เป็นโครงการขนาดใหญ่ รองรับอุตสาหกรรมหนัก โรงไฟฟ้าถ่านหิน/นิวเคลียร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชน สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ   
ก่อนหน้านี้ ประมาณวันที่ 15 สิงหาคม 2554 มีชาวบ้านตำบลปากคลองผู้หนึ่งได้พบประกาศดังกล่าวติดอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว จึงกลับไปแจ้งให้เพื่อนบ้านทราบ จนนำมาสู่การลงรายชื่อยื่นหนังสือคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว และนายสมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ นายอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร
ทั้งนี้ ประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว ฉบับดังกล่าวลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 ลงนามโดยนายโศรัจ สมาธิวัฒน์ รักษาการในตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว มีเนื้อหาระบุว่า บริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด ได้ยื่นขออนุญาตตามความในมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินขอเช่าที่ดินอ่าวทุ่งทราย 65–1–06 ไร่ เพื่อประโยชน์ในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ถ้าผู้ใดจะคัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านภายในสามสิบวัน นับแต่วันประกาศนี้เป็นต้นไป
ในวันออกประกาศฉบับนี้ สำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว ได้มอบหมายให้นางประเทือง เมืองงาม นักวิชาการที่ดินชำนาญการ พร้อมด้วยนายปรีชา ฉิมเรศ นายช่างรังวัดชำนาญงาน และนางสาวสำอาง คงตระกูล นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ เป็นผู้ชันสูตรตรวจสอบการขออนุญาตตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณประโยชน์อ่าวทุ่งทราย เพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ของบริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด
ผลการตรวจสอบปรากฏในบันทึกชันสูตรการสอบสวนฯ ระบุว่า สภาพที่ดินเป็นที่ราบลุ่มดินปนทราย ปัจจุบันประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะแห่งนี้แล้ว ไม่มีแร่โลหะธาตุ พันธุ์ไม้สงวน มีแต่ต้นสนอยู่เต็มพื้นที่ สภาพที่ดินเหมาะสมกับกิจการที่ขอทำท่าเรือน้ำลึก เนื่องจากอยู่ติดทะเล สามารถสร้างท่าเรือน้ำลึก เพื่อประกอบกิจการซื้อและจำหน่ายวัตถุดิบ และขนถ่ายสินค้า เห็นอนุญาตให้เช่า เพราะเป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนเลิกใช้ร่วมกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง ขอถอนสภาพเพื่อนำไปจัดหาผลประโยชน์โดยการให้เช่า
ต่อมา สำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว มีหนังสือที่ ชพ 001902/4331 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2554 เรื่องขอใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ (อ่าวทุ่งทราย) ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ลงนามโดยนายโศรัจ สมาธิวัฒน์ รักษาการในตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว มีเนื้อหาว่า บริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตขอใช้ที่สาธารณประโยชน์ (อ่าวทุ่งทราย) บริเวณหมู่ที่ 3 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เนื้อที่ประมาณ 65–1–06 ไร่ เพื่อก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึก โดยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการซื้อ จำหน่ายวัตถุดิบ และขนส่งสินค้า ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว ตามคำขอเลขที่ 1254/54 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2554
บัดนี้ สำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว ได้แต่งตั้งคณะกรรมการชันสูตรตรวจสอบสวน ณ ที่ดินที่ขออนุญาต และให้ช่างรังวัดทำการรังวัดที่ดินแปลงที่ขอ พร้อมทั้งประกาศสามสิบวันตามระเบียบแล้วพบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง กำลังดำเนินการขอถอนสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์ เนื่องจากประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์ และนำมาจัดหาผลประโยชน์โดยการเช่า เรื่องอยู่ระหว่างขั้นตอนของกรมที่ดินนำเสนอต่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติเพื่อพิจารณาอนุมัติ
ทั้งนี้ บริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด แจ้งว่าหากองค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง ได้รับอนุมัติจากกรมที่ดิน และกระทรวงมหาดไทย ให้ดำเนินการถอนสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์ (อ่าวทุ่งทราย) และสามารถนำที่ดินดังกล่าวมาจัดหาผลประโยชน์โดยให้บริษัทฯเช่าทำท่าเรือน้ำลึกได้แล้ว บริษัทยินดีปฏิบัติให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุมัติ ตามหนังสือที่ คพ 009/2554 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ของบริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด
สำหรับหนังสือที่ คพ 009/2554 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ของบริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด ที่ยื่นต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 ลงลายมือชื่อนายวิทย์ วิริยประไพกิจ กรรมการบริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด มีเนื้อหาว่า ความจำเป็นที่ยื่นขอใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์อ่าวทุ่งทราย หมู่ที่ 3 ตำบลปากคลอง เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่มีความเหมาะสม กล่าวคือเป็นร่องน้ำลึกโดยธรรมชาติ ตรงตามวัตถุประสงค์ของการทำท่าเรือน้ำลึกเป็นอย่างยิ่ง
รวมทั้งสามารถกำหนดพื้นที่เพื่อรองรับกิจการขนถ่ายสินค้าพื้นที่ได้อย่างดี เช่น พื้นที่ลานกองเก็บสินค้า พื้นที่คลังสินค้าทัณฑ์บน ซึ่งต้องดำเนินการตามระเบียบกฎหมายที่กรมศุลกากรกำหนด รวมทั้งกำหนดพื้นที่ เพื่อรองรับการขนถ่ายสินค้าและลานจอด สำหรับรถบรรทุกและรถคอนเทนเนอร์เพื่อการขนส่ง หากดำเนินการได้ตามที่ขอใช้ประโยชน์ก็จะเป็นการพัฒนาท้องถิ่น สร้างรายได้ต่อชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติได้อีกมาก
สำหรับบริษัททรัพย์สินชุมพรธานี จำกัด เป็นบริษัทในเครือของบริษัท สหวิริยา จำกัด ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กยักษ์ใหญ่ของไทย ที่มีโรงถลุงเหล็กอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
http://www.prachatai3.info/journal/2011/10/37666
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #24 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2011, 11:19:34 PM »

TCIJ: 6 ชาวบ้าน สกต.ได้ประกันตัว หลังศาลตัดสินจำคุกคดีรุกที่นายทุนสวนปาล์มThu, 2011-11-03 17:27
รายงานโดย: ทีมข่าวสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)

คดีบริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มจำกัด ฟ้องชาวบ้านนักเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินภาคใต้ ศาลตัดสินจำคุก 1 ปี 6 เดือน ล่าสุดได้ประกันตัวแล้ว รอลุ้นคดีแพ่งฟ้องกว่า 10 ล้าน ปลายธันวาคมนี้
 
วันนี้ (3 ต.ค.54) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พิพากษาคดีอาญา ตัดสินโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ชาวบ้านสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) 6 คน เมื่อวันที่ 27 ต.ค.54 คดีที่บริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มจำกัด อ้างสิทธิเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน น.ส.3 ก ฟ้องคดีอาญาข้อหาบุกรุกอสังหาริมทรัพย์จากกรณีที่มีชาวบ้านไร้ที่ดินรวมตัวกันเข้าจัดตั้งชุมชนสันติพัฒนา หมู่ที่ 6 ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฏร์ธานีและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำการเกษตรกรรม ล่าสุดได้รับการประกันตัวแล้ว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า รายชื่อผู้ที่ถูกคดีทั้งหมด 9 คน เป็นสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ 6 คน คือ 1.นายบุญฤทธิ์ ภิรมย์ 2.นายมนัส กลับชัย 3.นายสถิตย์ คำสุทธิ์ 4.นายข้อง ขันฤทธิ์ 5.นายเรียง ขันสิทธิ์ 6.นายอรุณ เมฆจันทร์ฉิม พิพากษาคดีอาญา
 
ทั้งนี้ การตัดสินคดีเมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา สมาชิกทั้ง 6 ชุมชน ประกอบด้วยสันติพัฒนา ชุมชนไทรงามพัฒนา 1, 2, 3, คลองไทรพัฒนา และไทรงามพัฒนา 4 จำนวนกว่า 200 คน โดยชาวบ้านมีความคิดเห็นว่า ศาลตัดสินคดีไม่เป็นธรรม เพราะน่าจะพิจารณาถึงเรื่องเอกสารสิทธิที่ได้มาโดยมิชอบด้วย เนื่องจากผู้ที่ออกเอกสารสิทธิก็ทำผิดเช่นกัน
 
ในส่วนคดีแพ่งที่บริษัทฯ ฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท จากกรณีเดียวกัน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 29 ธ.ค.54
 
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ชุมชนสันติพัฒนาซึ่งเป็นหนึ่งโครงการโฉนดชุมชนนำร่อง เดิมได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ สปก.ป่าไม้ถาวรและป่าสงวนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525-2527 และจากผลการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษพบว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวของบริษัทได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เช่นการใช้ข้อมูลเท็จในการรับการตรวจสอบสิทธิโดยใช้ น.ส.1 ก ยื่นแสดงการถือสิทธิและกรมที่ดินในขณะนั้นไม่ยอมเพิกถอนด้วยกลัวกระทบกับตำแหน่ง
http://www.prachatai3.info/journal/2011/11/37726
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #25 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2011, 07:25:27 AM »

นักข่าวพลเมือง: กลุ่มเกษตรกรไร้ที่ดินสุราษฎร์ประท้วงขับไล่ผู้ว่า ไม่จริงจังปฏิรูปที่ดิน
Sat, 2011-11-05 00:09
กลุ่มเกษตรกรผู้ที่ไร้ที่ดินทำกิน จ.สุราษฎร์ธานี (กลุ่มจุดไฟในสายลมภาคใต้) ประท้วงขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด ระบุทำตัวรับใช้นักการเมืองไม่จริงจังจริงใจกับการแก้ปัญหาในการปฏิรูปที่ดินเพื่อผู้ยากไร้
4 พ.ย. 54 - นักข่าวพลเมืองจากกลุ่มจุดไฟในสายลมภาคใต้ รายงานว่ากลุ่มเกษตรกรผู้ที่ไร้ที่ดินทำกิน จ.สุราษฎร์ธานี (กลุ่ม จุดไฟในสายลมภาคใต้) ได้เดินทางมาร่วมกันขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี บริเวณสะพานนริศ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเวลาร่วมสิบกว่าวันแล้ว
ทั้งนี้ทางกลุ่มระบุว่าในอดีตทางกลุ่มเกษตรกรไร้ที่ทำกินภาคใต้ได้ยื่นเรื่องให้มีการปฏิรูปที่ดินในสมัยรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลทักษิณก็ทำการปฏิรูปสำเร็จไปแล้ว 20,000 ไร่ โดยให้ประชาชนเช่าคนล่ะ 10 ไร่ ซึ่งแต่เดิมที่ดิน 20,000 ไร่ นั้นเป็นของกลุ่มทุนกลุ่มเดียว และจะมีการปฏิรูปตามมาอีก 40,000 ไร่ โดยให้ประชาชนผู้ไร้ที่ทำกินคนล่ะ 10 ไร่ แต่ต่อมารัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจเสียก่อนเรื่องการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรจึงชะงักไป
จากนั้นประชาชนผู้ไร้ที่ทำกินก็พากันเข้าไปยึดที่ดินของนายทุน เพื่อรอการปฏิรูปเพิ่มและหมดสัญญาสัมปทานแล้ว แต่นายทุนยังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์สวนปาล์ม 4-5 หมื่นไร่มีรายได้เดือนหนึ่งหลายสิบล้าน และเงินส่วนนี้ยังเป็นท่อน้ำเลี้ยงของนักการเมืองภาคใต้ ประชาชนไร้ที่ดินทำกินผู้ที่รอการปฏิรูปที่ดินแปลงนี้อยู่เห็นว่านายทุนไม่ยอมออกจากพื้นที่ทั้งที่หมดสัมปทานแล้ว
ทำให้ชาวบ้านบุกเข้ายึดสวนปาล์ม แต่ถูกกลุ่ม นายทุน นักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐบางคน นำกำลังเข้าสลาย เผาทำลาย และยิง  ผู้ที่ต้องการเพียงแค่ที่ดินทำกินเท่านั้น มีการบาดเจ็บและล้มตาย ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย บาดเจ็บพิการอีกจำนวนมาก รวมถึงที่ถูกจับกุมคุมขังและมีคดีความอีกมากมาย
นอกจากนี้กลุ่มชาวบ้านยังถูกกล่าวหาเป็นผู้ร้ายในสังคม ถูกใส่ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยกลุ่มผู้ที่มีอิทธิพลในจังหวัด เช่น กล่าวหาว่าแกนนำกลุ่ม หลอกลวง สัญญาว่าจะได้ที่ทำกินแล้วมีการเรียกเก็บเงินจากผู้ชุมนุมเป็นรายหัว เป็นต้น ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะทำลายความชอบธรรมของกลุ่มแกนนำเกษตรกร
และเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรไร้ที่ทำกินได้เดินทางมายื่นหนังสือให้กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ทำเนียบรัฐบาลท่านก็ได้มารับหนังสือ และสัญญาว่าจะจัดการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลทักษิณในอดีต
ทั้งนี้ทางกลุ่มจุดไฟในสายลมภาคใต้ระบุต่อไปว่าเมื่อคณะฯ กลับมาถึง จ.สุราษฎร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เรียกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มาบอกว่าทางจังหวัดจะจัดสรรที่ให้คนละ 2 ไร่ และรายชื่อของคนที่จะได้นั้นเป็นชื่อของลูกน้องนักการเมืองทั้งสิ้น โดยทางกลุ่มจุดไฟในสายลมภาคใต้เห็นว่าการกระทำนี้ไม่ได้เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้ชาวบ้าน แต่ไปปกป้องผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนผู้มีอิทธิพลในจังหวัดแทน
ทางกลุ่มเกษตรกรผู้ไร้ที่ทำกิน จึงต้องรวมตัวกันมาเพื่อขับไล่ผู้ว่าราชการ จ.สุราษฎร์ธานี ที่สะพานนริศ อ.เมือง สุราษฎร์ ทุกวัน และจะปักหลักอยู่จนกว่าผู้ว่าจะย้ายออกจากพื้นที่ ทั้งนี้บรรยากาศการตั้งเวทีสมาชิกเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา วันล่ะ 800-1,000 คนทุกวัน จนกว่าผู้ว่าจะย้ายออก
http://www.prachatai3.info/journal/2011/11/37754
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
Hero Member
*****
กระทู้: 2,954


« ตอบ #26 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2011, 03:53:04 AM »

ชาวปราจีนฯ แต่งดำ ล้มเวทีรับฟังความเห็นสร้างเขตอุตสาหกรรมฯ ในที่อนุรักษ์
Mon, 2011-11-28 02:30

เวทีรับฟังความเห็นโครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมเมโทรฯ 5,000 ไร่ ใจกลางเมืองปราจีนบุรี รอบ 2 ล่ม ชาวบ้านฝ่ายค้านรุกเข้าร่วมแต่ไม่ขอลงชื่อ จี้กระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมขาดความชอบธรรม   
 วันนี้ (27 พ.ย.54) ชาวจังหวัดปราจีนบุรีที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขตประกอบการอุตสาหกรรมเมโทร อินดัสเตรียล ปาร์ค นัดรวมตัวใส่ชุดดำ เดินขบวนจากบริเวณศาลหลักเมืองปราจีนบุรีไปยังอาคารเอนกประสงค์ ภัตตาคารแสนสว่างใจ ถนนราษฎร์ดำริ ต.หน้าเมือง ต.เมือง จ.ปราจีนบุรี คัดค้านการประชุมรับฟังการประชาสัมพันธ์ชี้แจงรายละเอียดโครงการ และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ (ร่าง) มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมเมโทรฯ พร้อมเรียกร้องยุติการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เนื่องจากการดำเนินโครงการขาดความชอบธรรม
 
สืบเนื่องจาก การดำเนินโครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมเมโทร อินดัสเตรียล ปาร์ค ของ บริษัท เมโทร อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด บนพื้นที่ 5,000 ไร่ ใน ต.บางเดชะ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์รับฟังคิดเห็นของประชาชน  และจะจัดทำรายงานเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการขออนุญาตก่อตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรมฯ โดยว่าจ้างบริษัท เทคนิคสิ่งแวดล้อมไทย จำกัด ทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)
 
ขู่ไม่หยุดเตรียมฟ้องเพิกถอนใบอนุญาต
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 8.45 น.ที่ภัตตาคารแสนสว่างใจ ภายในอาคารเอนกประสงค์ซึ่งจัดเป็นสถานทีประชุมรับฟังความคิดเห็นได้มีประชาชนมาลงชื่อเข้าร่วมอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว เมื่อกลุ่มกลุ่มผู้คัดค้านโครงการก่อสร้างเขตประกอบการอุตสาหกรรมเมโทรฯ เดินทางถึงก็ได้มีการกล่าวปราศรัยและร่วมทำกิจกรรมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความสลดใจต่อการดำเนินโครงการที่จะส่งผลกระทบในทางลบต่อคนปราจีนบุรี
 
จากนั้น ทพ.ทศพล เปี่ยมสมบูรณ์ ในนามตัวแทนเครือข่ายปกป้องเขตอนุรักษ์ พิทักษ์ปราจีนบุรี ได้อ่านหนังสือระบุข้อเรียกร้องซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า ให้ยุติการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เนื่องจากการเนินการขาดความชอบธรรม และผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ ขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการผลักดันเขตอุตสาหกรรมในพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม และมีการปกปิดข้อมูลผังเมืองรวมปราจีนบุรีโดยมีหลักฐานเป็นรายงานการดำเนินงาน
 
อีกทั้ง ทพ.ทศพล ยังได้เรียกร้องให้ยุติการดำเนินการภายใน 10 นาทีนับจากที่ได้รับหนังสือ ไม่เช่นนั้นจะทำการฟ้องร้องต่อเลขาธิการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้เพิกถอนใบอนุญาต และหากยินยอมทำตามจะเลิกแล้วต่อกัน ก่อนที่นำแกนนำกลุ่มผู้คัดค้านเข้าไปในบริเวณหน้าอาคารเอนกประสงค์ ซึ่งจัดเป็นโต๊ะลงทะเบียน
 
ชาวบ้านแต่ดำ รุกเข้าร่วมเวทีข้าร่วมแต่ไม่ขอลงชื่อ
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุความวุ่นวายที่ทำให้ต้องมีการยุติเวทีรับฟังความคิดเห็นเกิดขึ้นเมื่อ ทางกลุ่มผู้คัดค้านพยายามเข้าไปในพื้นที่จัดการประชุมแต่ถูกปิดกัน โดยนางอำไพ ตรีสุวรรณ แกนนำฝ่ายสนับสนุนโครงการสร้างเขตอุตสาหกรรมเมโทรฯ ยืนยันให้ผู้คัดค้านฯ ต้องลงทะเบียนจึงจะเปิดประตูให้เข้าไปในร่วมการประชุม แต่ผู้คัดค้านฯ ไม่ยอมลงชื่อ โดยอ้างว่าเกรงรายชื่อจะถูกนำไปรับรองสร้างความชอบธรรมในการรับฟังความคิดเห็นและเดินหน้าโครงการต่อไป ทำให้เกิดกันผลักดันและโต้เถียงกันขึ้น จากนั้นแม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาแต่ไม่เป็นผล ทำให้ต้องมีการยุติเวทีในที่สุด
 
ด้านนางอำไพ กล่าวว่าในการทำประชาวิจารครั้งนี้ล่มเพราะถูกก่อกวน การทำประชาวิจารรอบนี้ถือว่าเป็นรอบที่ 2 ตามกฎหมาย ซึ่งให้ทำ 2 ครั้ง ดังนั้นจึงจะมีการทำประชาวิจารใหม่อีกครั้งหนึ่ง
 
อนุฯ กสม.โผล่คุยแกนนำกลุ่มคาน แนะรวมรวมข้อมูล
 
ขณะที่นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ อนุกรรมการ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านดิน น้ำ ป่า ซึ่งมาสังเกตการณ์การรับฟังความคิดเห็นกล่าวกับแก่นนำกลุ่มผู้คัดค้าน ว่า คณะกรรมการสิทธิฯ จะนำข้อร้องเรียนของทางกลุ่มไปพิจารณา และจะมีการลงมาพื้นที่เพื่อพูดคุยรวมทั้งจะมีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้ข้อมูล ทั้งนี้การทำงานของคณะกรรมการสิทธิฯ จะช่วยให้มีการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใส สิ่งที่คลุ่มเครืออยู่จะชัดเจนขึ้น โดยกรรมการสิทธิจะทำหน้าที่เป็นที่พึ่งให้กับผู้ถูกละเมิดและกำลังสงสัยว่าอาจถูกละเมิดสิทธิ์
 
นายเพิ่มศักดิ์กล่าวด้วยว่า กระบวนการหลังจากนี้อาจเริ่มขึ้นหลังจัดการกับปัญหาน้ำท่วม คาดว่าเร็วๆ นี้จะมีการนัดหมายการประชุม ในส่วนชาวบ้านต้องเตรียมข้อมูลและเตรียมบุคคลที่จะเข้ามาให้ข้อมูลให้พร้อม เพราะกระบวนการตรวจสอบคุ้มครองสิทธิ์จะไปจบที่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ในส่วนของกรรมการสิทธิ์หรือการพูดคุย ดังนั้นจึงต้องเดินหน้าเรื่องการจัดทำข้อมูลทั้งในส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในพื้นที่และผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น 
 
ทั้งนี้ เขตประกอบการอุตสาหกรรมเมโทร อินดัสเตรียล ปาร์ค ก่อสร้างเพื่อรองรับโรงงานอุตสาหกรรม 5 ประเภท ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ 2.อุตสาหกรรมผลิต/ประกอบยานยนต์ 3.การผลิตอัญมณี เครื่องประดับ หรือสิ่งประดิษฐ์มีค่า 4.อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะด้านและมีคุณภาพสูง เช่น นาฬิกา ปากกา เลนส์แว่นตา หรือส่วนประกอบ เป็นต้น และ 5.อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรทั้งที่เป็นอาหารและไม่เป็นอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์จากยางพาราและการแปรรูปเศษวัสดุทางการเกษตร เป็นต้น
 
4 เหตุผล ค้านเขตประกอบการอุตสาหกรรมเมโทรฯ
 
ส่วนกลุ่มผู้ที่ออกมาคัดค้านให้ผลว่า โครงการก่อสร้างเขตประกอบการอุตสาหกรรมเมโทรฯ อยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม คือ 1.พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่รับน้ำ และเป็นทางน้ำไหลเมื่อมีเขตอุตสาหกรรมตั้งอยู่จะแคบลงในช่วงที่ติดกับเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี เมื่อการถมแก้มลิงเพื่อก่อตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรมขวางทางน้ำ จะเสี่ยงต่อการทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ อ.เมือง อ.ประจันตคาม อ.ศรีมหาโพธิ์ และ อ.กบินทร์บุรี
 
2.พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ตามประกาศของผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี ที่ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาของสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายผังเมืองพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถประกอบการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมได้
 
3.พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีคนไข้หนัก และยังเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงในการส่งเสริมการใช้สมุนไพรไพรเกษตรอินทรีย์ ไร้สารพิษ นอกจากนี้ยังมีวัดและโรงเรียนอีกหลายแห่งอยู่ในรัศมีที่จะได้รับผลกระทบ 4.พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมคลองสาธารณะที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ รวมไปถึงการมีระบบนิเวศน์ที่จำเพาะสำหรับการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อของจังหวัดปราจีนบุรีหลายสายพันธุ์
 
ผู้สื่อข่ายรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.54 บริษัทผู้ประกอบการได้จัดทำประชาคมครั้งแรก โดยมีนายก อบต.บางเดชะ นายอำเภอเมืองปราจีนบุรี ตัวแทนกรมทรัพยากรฯ และนายศิริพงษ์ ห่านตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีเช้าร่วม ณ องค์การบริหารส่วนตำบลบางเดชะ สำหรับการประชุมประชาสัมพันธ์โครงการฯ ทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นครั้งแรกมีขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.ค.54
http://www.prachatai3.info/journal/2011/11/38053
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: