ไฟลามทุ่ง


ผู้เข้าชมขณะนี้

เรามี 8 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้116
mod_vvisit_counterเมื่อวาน479
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2628
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน3351
mod_vvisit_counterเดือนนี้1588
mod_vvisit_counterเดือนก่อน14597
mod_vvisit_counterรวม3103548
วัตถุนิยมประวัติศาสตร์

อรทัย ปิ่นเกตมณี

นำเรื่อง

ลัทธิมาร์กซ เป็นอาวุธทางปัญญาของชนชั้นกรรมาชีพ  ทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ เป็นการสืบทอดและรับเอามาอย่างวิพากษ์ ซึ่งเป็นมรดกทางปัญญา มีส่วนประกอบ 3 ส่วน จาก 3 แหล่งที่มา คือ

1) ปรัชญา ได้แก่ วัตถุนิยมวิภาษ กับ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานทางปรัชญาแห่งทฤษฎีทั้งปวงของลัทธิมาร์กซ เป็นการสืบทอดอย่างวิพากษ์จากปรัชญาคลาสิกเยอรมันคือ  วัถตุนิยมกลไก    ของ ลุดวิค ฟอยเออร์บั๊ก  และ วิภาษวิธี ของ เฮเกล นักปรัชญาจิตนิยมภววิสัย

2) เศรษฐศาสตร์การเมือง เป็นการสืบทอดแบบวิพากษ์จากเศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิกอังกฤษ ของ เดวิด ริกคาโด  และ  อดัม สมิธ

3) ลัทธิสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ เป็นการสืบทอดจากลัทธิสังคมนิยมเพ้อฝันของฝรั่งเศส ของ แซงต์ ซี มองต์

วัตถุนิยมวิภาษเป็นโลกทัศน์วิทยาศาสตร์ของชนชั้นกรรมาชีพ  เหตุที่เรียกว่า วัตถุนิยม ก็เพราะ "การอธิบายและความเข้าใจ"   ปรากฏการณ์ในโลกธรรมชาติ ตลอดจนวิถีของมัน เป็นแบบวัตถุนิยม

ส่วน "วิธีมองและวิธีศึกษาค้นคว้า" ปรากฏการณ์ในโลก   ธรรมชาติ ตลอดจนวิธีรับรู้ปรากฏการณ์เหล่านี้นั้น เป็นแบบวิภาษวิธี

ลักษณะพิเศษมูลฐานของวิภาษวิธีแห่งลัทธิมาร์กซ (เป็นทัศนะที่ตรงกันข้ามกับอภิปรัชญาทุกประการ) โดยย่อ มีดังนี้

1) สรรพสิ่งสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว พึ่งพาอาศัยกัน บังคับกำหนดซึ่งกันและกัน 

วิภาษวิธี เห็นว่า ในโลกธรรมชาตินั้น มิใช่เป็นการจับกลุ่มกันโดยบังเอิญของสรรพสิ่งหรือปรากฏการณ์แต่ละชนิด ซึ่งแยกจากกัน โดดเดี่ยวออกจากกัน และไม่พึ่งพาอาศัยกัน  หากแต่มองว่า เป็นองค์รวมที่เป็นเอกภาพและสัมพันธ์กันอย่างมีหลักเกณฑ์  ทั้งยังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน บังคับกำหนดซึ่งกันและกันด้วย

ด้วยเหตุนี้ ในการมอง ศึกษาค้นคว้า และรับรู้ปรากฏการณ์ใด ๆ  ถ้าหากมองมันเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสัมพันธ์อันแยกออกจากกันมิได้กับปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ  และถูกบังคับกำหนดโดยปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ แล้ว ก็จะเข้าใจและพิสูจน์ให้เห็นจริงได้

ตรงกันข้าม หากมอง ศึกษาค้นคว้าและรับรู้ปรากฏการณ์ใด ๆ ในโลกธรรมชาติ  ด้วยทัศนะแบบอภิปรัชญา จะพิจารณาอย่างโดดเดี่ยว มิได้สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ  ก็จะไม่มีทางเข้าใจและหาความหมายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

2)โลกธรรมชาติที่ดำรงอยู่จริงนั้น ล้วนอยู่ในภาวะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เกิดใหม่และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา  ภายในนั้น มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดและกำลังพัฒนา  มีบางสิ่งบางอย่างกำลังพังทลายและกำลังเน่าเปื่อย เป็นเช่นนี้เสมอไป

การพิจารณาปรากฏการณ์ใด ๆ จึงไม่อาจพิจารณาเฉพาะแง่มุมที่ปรากฏการณ์แต่ละอย่างสัมพันธ์และกำหนดซึ่งกันและกันเท่านั้น หากแต่ยังต้องพิจารณาจากแง่มุมที่มันเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงและพัฒนา  รวมทั้งแง่มุมที่มันเกิดขึ้นและการดับสูญไปของมันด้วย

ในทัศนะของวิภาษวิธี  สิ่งที่สำคัญที่สุด มิใช่สิ่งที่เวลานี้ดูเหมือนจะคงทนแข็งแรงแต่กำลังเริ่มดับสูญ  หากเป็นสิ่งที่กำลังเกิดและพัฒนา ถึงแม้ว่าในเวลานี้จะดูเหมือนยังไม่คงทนแข็งแกร่งก็ตาม

ทั้งนี้เพราะว่า ตามทัศนะของวิภาษวิธี มีแต่สิ่งที่กำลังเกิดและกำลังพัฒนาเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเอาชนะได้อย่างแท้จริง

3) สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจากปริมาณไปสู่คุณภาพ กระบวนการพัฒนาใด ๆ ล้วนเป็นกระบวนการที่มิใช่มีแต่การเพิ่มพูนขึ้นแบบง่าย ๆ หรือที่มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะทางปริมาณ แต่คุณภาพไม่เปลี่ยน  หากแต่เป็นกระบวนการพัฒนาจากการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่ไม่เด่นชัดและแฝงเร้น ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดถึงแก่น

การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพมิใช่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กะทันหัน มันแสดงออกในรูปแบบก้าวกระโดด จากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง และมิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเกิดขึ้นอย่างมีกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจากการสั่งสมของการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่ไม่เด่นชัดและเชื่องช้าจำนวนมาก

 ทัศนะของวิภาษวิธีเห็นว่า ในการพิจารณากระบวนการพัฒนาของสิ่งใด ๆ ในโลกธรรมชาตินั้น จะต้องเข้าใจว่า มันมิใช่เป็นกระบวนการพัฒนาของสรรพสิ่งในอดีตที่เป็นการเคลื่อนไหวแบบวนเวียนซ้ำรอยเดิมอย่างง่าย ๆ   หากแต่จะต้องมองว่า มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวไปข้างหน้า เป็นการเคลื่อนไหวที่ยกระดับสูงขึ้นคล้ายขดลวดสปริง เป็นการเปลี่ยนแปลงจากสถานะธาตุเก่าไปสู่สถานะธาตุใหม่  และเป็นการพัฒนาจากง่าย ๆ ไปสู่สลับซับซ้อน จากขั้นต่ำไปหาสูง

 4) มูลเหตุแห่งการพัฒนา เปลี่ยนแปลง และดับสูญของสรรพสิ่ง มาจากปัจจัยภายในซึ่งแฝงไว้ด้วยความขัดแย้ง

 สรรพสิ่งล้วนมีด้านตรงข้ามและด้านกลับ  มีด้านอดีตและอนาคต มีทั้งสิ่งที่กำลังเน่าเปื่อยและสิ่งที่กำลังพัฒนา 

 การต่อสู้ของด้านที่เป็นปฏิปักษ์กัน การต่อสู้ระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ ระหว่างสิ่งที่กำลังดับสูญกับสิ่งที่เกิดใหม่  ระหว่างสิ่งที่เน่าเปื่อยกับสิ่งที่พัฒนา ก็คือเนื้อหาภายในของ "กระบวนการพัฒนา" และ "การแปรเปลี่ยนจากการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ" นั่นเอง

 วิภาษวิธีเห็นว่า กระบวนการพัฒนาจากขั้นต่ำไปสู่ขั้นสูง มิใช่ดำเนินไปโดยอาศัยการคลี่คลายอย่างปรองดองของปรากฏการณ์  หากแต่อาศัย

 1. การเปิดเผยความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มาแต่ดั้งเดิมในตัวของสรรพสิ่งและปรากฏการณ์เอง

 2. การยึดกุม "การต่อสู้ของแนวโน้มที่เป็นปฏิปักษ์กัน" ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้งเหล่านั้น

ลักษณะพิเศษมูลฐานของวัตถุนิยมแห่งลัทธิมาร์กซ (เป็นทัศนะที่ตรงกันข้ามกับอภิปรัชญาทุกประการ) โดยย่อ มีดังนี้

 1) โลกและจักรวาล โดยธาตุแท้แล้วเป็นวัตถุ  มิได้มีสิ่งที่เรียกว่า "มโนคติสัมบูรณ์" หรือ "จิตวิญญาณสากล" หรือ "จิตสำนึกครอบงำโลก"

ปรากฏการณ์หลากหลายในโลกและจักรวาลนี้ แท้ที่จริงก็คือ รูปแบบที่แตกต่างกันของวัตถุเคลื่อนไหวอยู่  โลกพัฒนาไปตามกฎแห่งการเคลื่อนไหวของวัตถุ ซึ่งก็คือกฎแห่งวิภาษวิธีนั่นเอง  ทั้งนี้โดยไม่ต้องการจิตวิญญาณสากล ตามที่ปรัชญาจิตนิยมกล่าวอ้าง

เองเกลส์กล่าวว่า "ทัศนะธรรมชาติของวัตถุนิยมคือ การเข้าใจโฉมดั้งเดิมที่บริสุทธิ์ของโลกธรรมชาติโดยไม่ต่อเติมเสริมแต่งส่วนประกอบใด ๆ จากภายนอกนั่นเอง" (จาก รวมบทนิพนธ์มาร์กซและ เองเกลส์ เล่ม 14)

2) วัตถุ   โลกธรรมชาติ  และการดำรงอยู่ของมัน เป็นสิ่งที่กำหนดจิตสำนึกของคนเรา สิ่งที่เรียกว่า จิตสำนึกของคนเรา พูดให้ถึงที่สุดแล้วก็คือส่วนของความรู้สึกนึกคิดของคนเรานั่นเอง

ปรัชญาจิตนิยมดันทุรังกล่าวว่า จิตสำนึกของคนเราเท่านั้นที่ดำรงอยู่จริง  ส่วนการดำรงอยู่ของวัตถุและโลกธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจิตสำนึก ในความรู้สึก ในจินตนาการ และในมโนคติของคนเรา  และเห็นอย่างเหลวไหลว่า ในจักรวาลมีพลังเร้นลับที่อยู่เหนือธรรมชาติที่คอยดลบันดาลให้สรรพสิ่งเป็นไปอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ปรัชญาวัตถุนิยมแห่งลัทธิมาร์กซกลับเห็นตรงกันข้ามว่า  วัตถุ โลกธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของมัน เป็นความจริงทางภววิสัยที่มีอยู่นอกจิตสำนึกของคนเรา และไม่ขึ้นต่อจิตสำนึกของคนเรา (โลกธรรมชาติเกิดขึ้นก่อนและดำรงอยู่มาหลายพันล้านปีก่อนที่จะมีมนุษย์  เช่นนี้แล้วมันจะเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจิตสำนึกของคนเราได้อย่างไร ? )

"วัตถุ" เป็นสิ่งที่มาก่อน เพราะมันเป็นแหล่งที่มาของความรู้สึก จินตนาการ และจิตสำนึกของคนเรา 

 ส่วน "จิตสำนึกของคนเรา" เป็นสิ่งที่มาทีหลัง   เป็นสิ่งที่กำเนิดออกมาจาก "อีกสิ่งหนึ่ง" อีกที

เพราะตัวของมันเองแท้ที่จริงก็คือ ภาพสะท้อนของวัตถุและการดำรงอยู่ นั่นเอง

การนึกคิด เป็นผลิตผลของวัตถุที่พัฒนาจนมีความสมบูรณ์ในระดับสูง  เป็นผลิตผลของสมองคน และสมองคนก็เป็นอวัยวะของการนึกคิด (ซึ่งก็คือวัตถุ) ดังนั้น จะต้องไม่แยกความนึกคิดออกจากวัตถุ

3) จิตสำนึกของคนเราก็มีบทบาทอย่างเป็นฝ่ายกระทำ ย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงวัตถุ โลกธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของมันได้เช่นกัน

แม้ว่า "วัตถุและการดำรงอยู่ของมัน เป็นสิ่งที่กำหนดจิตสำนึกของคนเรา"   แต่ในขณะเดียวกัน "บทบาทที่เป็นฝ่ายกระทำของจิตสำนึกคนเรา ก็สามารถที่จะย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงวัตถุและการดำรงอยู่ของมันได้"

จากทัศนะดังกล่าว วัตถุนิยมของลัทธิมาร์กซ จึงมีความเห็นว่า "โลกและกฎของโลก" คนเราสามารถที่จะรับรู้ได้อย่างแน่นอน  ความรู้เกี่ยวกับกฎของโลกธรรมชาติ และความรู้ที่เกิดจากความจัดเจนที่ผ่านการทดสอบด้วยการปฏิบัติแล้ว เป็นความรู้ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแห่งสัจธรรมภววิสัย และเชื่อถือได้

ในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้  หากมีแต่สิ่งที่ยังมิได้รับรู้เท่านั้น

ในอนาคต วิทยาศาสตร์และพลังของการปฏิบัติ จะต้องเปิดเผยมันและรับรู้มันจนได้ในที่สุด

แต่ปรัชญาจิตนิยมกลับปฎิเสธความเป็นไปได้ในการรับรู้โลกและกฎของโลก  ปฏิเสธที่จะให้ความเชื่อถือต่อความรู้ของคนเรา  ไม่ยอมรับสัจธรรมภววิสัย  ซ้ำยังเห็นว่า โลกนี้เต็มไปด้วย "สิ่งที่มีอยู่เอง ที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจรับรู้ได้ ตลอดไป"

ดังนั้นทัศนะของวัตถุนิยมลัทธิมาร์กซ จึงยอมรับบทบาทที่เป็นฝ่ายกระทำของจิตสำนึกคนเรา ที่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงวัตถุและการดำรงอยู่ของมันได้

เมื่อมาร์กซและเองเกลส์ได้นำอาหลักทฤษฎีของวัตถุนิยมวิภาษไปศึกษาค้นคว้าชีวิตสังคม ปรากฏการณ์ของสังคม และประวัติศาสตร์สังคม  จึงได้ก่อให้เกิด "วัตถุนิยมประวัติศาสตร์" ขึ้นมา

วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ก็คือสัจธรรมของสังคมมนุษยชาติ เป็นทฤษฎีและวิธีการที่ถูกต้องแต่เพียงหนึ่งเดียวของวิทยาศาสตร์สังคม ทำให้การค้นคว้าประวัติศาสตร์สังคม สามารถที่จะขจัดความเข้าใจอันยุ่งเหยิงและทึกทักเอาเองต่อประวัติศาสตร์และการเมือง ที่คนเรายึดถือกันมาในอดีตแบบผิด ๆ  และเป็นครั้งแรกที่ทำให้ประวัติศาสตร์สังคมกลายเป็นวิทยาศาสตร์สังคมที่แท้จริง

การปรากฏขึ้นของปรัชญาวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แห่งลัทธิมาร์กซ ได้ทำให้คนเราเข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรกว่า ชีวิตสังคม ปรากฏการณ์ของสังคม และประวัติศาสตร์สังคมนั้น แท้ที่จริงมิใช่ "ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ"  หรือเป็นเรื่องของ "พรหมลิขิต" หรือเป็นผลงานของ "เหล่าเจ้าพญามหาอำมาตย์" หรือเป็นเรื่องราวของ "ผู้รุกราน" และ "ผู้พิชิต" แต่อย่างใด  หากแต่เป็นการพัฒนาอย่างมีกฎเกณฑ์ของสังคม ซึ่งทำให้การศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์สังคมกลายเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง

วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในระบบปรัชญาของลัทธิมาร์กซ  วัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เป็นองค์รวมที่เป็นเอกภาพอย่างมีหลักเกณฑ์ ซึ่งตัดออกจากกันมิได้

 
viagra canada | cheap viagra | real viagra | order viagra online | viagra price | viagra 100mg | viagra 100mg price | discount viagra | cheap viagra pills | viagra pills uk | cialis sales uk