| วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ |
|
นำเรื่อง ลัทธิมาร์กซ เป็นอาวุธทางปัญญาของชนชั้นกรรมาชีพ ทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ เป็นการสืบทอดและรับเอามาอย่างวิพากษ์ ซึ่งเป็นมรดกทางปัญญา มีส่วนประกอบ 3 ส่วน จาก 3 แหล่งที่มา คือ 1) ปรัชญา ได้แก่ วัตถุนิยมวิภาษ กับ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานทางปรัชญาแห่งทฤษฎีทั้งปวงของลัทธิมาร์กซ เป็นการสืบทอดอย่างวิพากษ์จากปรัชญาคลาสิกเยอรมันคือ วัถตุนิยมกลไก ของ ลุดวิค ฟอยเออร์บั๊ก และ วิภาษวิธี ของ เฮเกล นักปรัชญาจิตนิยมภววิสัย 2) เศรษฐศาสตร์การเมือง เป็นการสืบทอดแบบวิพากษ์จากเศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิกอังกฤษ ของ เดวิด ริกคาโด และ อดัม สมิธ 3) ลัทธิสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ เป็นการสืบทอดจากลัทธิสังคมนิยมเพ้อฝันของฝรั่งเศส ของ แซงต์ ซี มองต์ วัตถุนิยมวิภาษเป็นโลกทัศน์วิทยาศาสตร์ของชนชั้นกรรมาชีพ เหตุที่เรียกว่า วัตถุนิยม ก็เพราะ "การอธิบายและความเข้าใจ" ปรากฏการณ์ในโลกธรรมชาติ ตลอดจนวิถีของมัน เป็นแบบวัตถุนิยม ส่วน "วิธีมองและวิธีศึกษาค้นคว้า" ปรากฏการณ์ในโลก ธรรมชาติ ตลอดจนวิธีรับรู้ปรากฏการณ์เหล่านี้นั้น เป็นแบบวิภาษวิธี ลักษณะพิเศษมูลฐานของวิภาษวิธีแห่งลัทธิมาร์กซ (เป็นทัศนะที่ตรงกันข้ามกับอภิปรัชญาทุกประการ) โดยย่อ มีดังนี้ 1) สรรพสิ่งสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว พึ่งพาอาศัยกัน บังคับกำหนดซึ่งกันและกัน วิภาษวิธี เห็นว่า ในโลกธรรมชาตินั้น มิใช่เป็นการจับกลุ่มกันโดยบังเอิญของสรรพสิ่งหรือปรากฏการณ์แต่ละชนิด ซึ่งแยกจากกัน โดดเดี่ยวออกจากกัน และไม่พึ่งพาอาศัยกัน หากแต่มองว่า เป็นองค์รวมที่เป็นเอกภาพและสัมพันธ์กันอย่างมีหลักเกณฑ์ ทั้งยังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน บังคับกำหนดซึ่งกันและกันด้วย ด้วยเหตุนี้ ในการมอง ศึกษาค้นคว้า และรับรู้ปรากฏการณ์ใด ๆ ถ้าหากมองมันเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสัมพันธ์อันแยกออกจากกันมิได้กับปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ และถูกบังคับกำหนดโดยปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ แล้ว ก็จะเข้าใจและพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ ตรงกันข้าม หากมอง ศึกษาค้นคว้าและรับรู้ปรากฏการณ์ใด ๆ ในโลกธรรมชาติ ด้วยทัศนะแบบอภิปรัชญา จะพิจารณาอย่างโดดเดี่ยว มิได้สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ ก็จะไม่มีทางเข้าใจและหาความหมายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย 2)โลกธรรมชาติที่ดำรงอยู่จริงนั้น ล้วนอยู่ในภาวะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เกิดใหม่และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ภายในนั้น มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดและกำลังพัฒนา มีบางสิ่งบางอย่างกำลังพังทลายและกำลังเน่าเปื่อย เป็นเช่นนี้เสมอไป การพิจารณาปรากฏการณ์ใด ๆ จึงไม่อาจพิจารณาเฉพาะแง่มุมที่ปรากฏการณ์แต่ละอย่างสัมพันธ์และกำหนดซึ่งกันและกันเท่านั้น หากแต่ยังต้องพิจารณาจากแง่มุมที่มันเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงและพัฒนา รวมทั้งแง่มุมที่มันเกิดขึ้นและการดับสูญไปของมันด้วย ในทัศนะของวิภาษวิธี สิ่งที่สำคัญที่สุด มิใช่สิ่งที่เวลานี้ดูเหมือนจะคงทนแข็งแรงแต่กำลังเริ่มดับสูญ หากเป็นสิ่งที่กำลังเกิดและพัฒนา ถึงแม้ว่าในเวลานี้จะดูเหมือนยังไม่คงทนแข็งแกร่งก็ตาม ทั้งนี้เพราะว่า ตามทัศนะของวิภาษวิธี มีแต่สิ่งที่กำลังเกิดและกำลังพัฒนาเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเอาชนะได้อย่างแท้จริง 3) สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจากปริมาณไปสู่คุณภาพ กระบวนการพัฒนาใด ๆ ล้วนเป็นกระบวนการที่มิใช่มีแต่การเพิ่มพูนขึ้นแบบง่าย ๆ หรือที่มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะทางปริมาณ แต่คุณภาพไม่เปลี่ยน หากแต่เป็นกระบวนการพัฒนาจากการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่ไม่เด่นชัดและแฝงเร้น ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดถึงแก่น การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพมิใช่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กะทันหัน มันแสดงออกในรูปแบบก้าวกระโดด จากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง และมิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเกิดขึ้นอย่างมีกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจากการสั่งสมของการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่ไม่เด่นชัดและเชื่องช้าจำนวนมาก ทัศนะของวิภาษวิธีเห็นว่า ในการพิจารณากระบวนการพัฒนาของสิ่งใด ๆ ในโลกธรรมชาตินั้น จะต้องเข้าใจว่า มันมิใช่เป็นกระบวนการพัฒนาของสรรพสิ่งในอดีตที่เป็นการเคลื่อนไหวแบบวนเวียนซ้ำรอยเดิมอย่างง่าย ๆ หากแต่จะต้องมองว่า มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวไปข้างหน้า เป็นการเคลื่อนไหวที่ยกระดับสูงขึ้นคล้ายขดลวดสปริง เป็นการเปลี่ยนแปลงจากสถานะธาตุเก่าไปสู่สถานะธาตุใหม่ และเป็นการพัฒนาจากง่าย ๆ ไปสู่สลับซับซ้อน จากขั้นต่ำไปหาสูง 4) มูลเหตุแห่งการพัฒนา เปลี่ยนแปลง และดับสูญของสรรพสิ่ง มาจากปัจจัยภายในซึ่งแฝงไว้ด้วยความขัดแย้ง สรรพสิ่งล้วนมีด้านตรงข้ามและด้านกลับ มีด้านอดีตและอนาคต มีทั้งสิ่งที่กำลังเน่าเปื่อยและสิ่งที่กำลังพัฒนา การต่อสู้ของด้านที่เป็นปฏิปักษ์กัน การต่อสู้ระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ ระหว่างสิ่งที่กำลังดับสูญกับสิ่งที่เกิดใหม่ ระหว่างสิ่งที่เน่าเปื่อยกับสิ่งที่พัฒนา ก็คือเนื้อหาภายในของ "กระบวนการพัฒนา" และ "การแปรเปลี่ยนจากการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ" นั่นเอง วิภาษวิธีเห็นว่า กระบวนการพัฒนาจากขั้นต่ำไปสู่ขั้นสูง มิใช่ดำเนินไปโดยอาศัยการคลี่คลายอย่างปรองดองของปรากฏการณ์ หากแต่อาศัย 1. การเปิดเผยความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มาแต่ดั้งเดิมในตัวของสรรพสิ่งและปรากฏการณ์เอง 2. การยึดกุม "การต่อสู้ของแนวโน้มที่เป็นปฏิปักษ์กัน" ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้งเหล่านั้น ลักษณะพิเศษมูลฐานของวัตถุนิยมแห่งลัทธิมาร์กซ (เป็นทัศนะที่ตรงกันข้ามกับอภิปรัชญาทุกประการ) โดยย่อ มีดังนี้ 1) โลกและจักรวาล โดยธาตุแท้แล้วเป็นวัตถุ มิได้มีสิ่งที่เรียกว่า "มโนคติสัมบูรณ์" หรือ "จิตวิญญาณสากล" หรือ "จิตสำนึกครอบงำโลก" ปรากฏการณ์หลากหลายในโลกและจักรวาลนี้ แท้ที่จริงก็คือ รูปแบบที่แตกต่างกันของวัตถุเคลื่อนไหวอยู่ โลกพัฒนาไปตามกฎแห่งการเคลื่อนไหวของวัตถุ ซึ่งก็คือกฎแห่งวิภาษวิธีนั่นเอง ทั้งนี้โดยไม่ต้องการจิตวิญญาณสากล ตามที่ปรัชญาจิตนิยมกล่าวอ้าง เองเกลส์กล่าวว่า "ทัศนะธรรมชาติของวัตถุนิยมคือ การเข้าใจโฉมดั้งเดิมที่บริสุทธิ์ของโลกธรรมชาติโดยไม่ต่อเติมเสริมแต่งส่วนประกอบใด ๆ จากภายนอกนั่นเอง" (จาก รวมบทนิพนธ์มาร์กซและ เองเกลส์ เล่ม 14) 2) วัตถุ โลกธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของมัน เป็นสิ่งที่กำหนดจิตสำนึกของคนเรา สิ่งที่เรียกว่า จิตสำนึกของคนเรา พูดให้ถึงที่สุดแล้วก็คือส่วนของความรู้สึกนึกคิดของคนเรานั่นเอง ปรัชญาจิตนิยมดันทุรังกล่าวว่า จิตสำนึกของคนเราเท่านั้นที่ดำรงอยู่จริง ส่วนการดำรงอยู่ของวัตถุและโลกธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจิตสำนึก ในความรู้สึก ในจินตนาการ และในมโนคติของคนเรา และเห็นอย่างเหลวไหลว่า ในจักรวาลมีพลังเร้นลับที่อยู่เหนือธรรมชาติที่คอยดลบันดาลให้สรรพสิ่งเป็นไปอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ปรัชญาวัตถุนิยมแห่งลัทธิมาร์กซกลับเห็นตรงกันข้ามว่า วัตถุ โลกธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของมัน เป็นความจริงทางภววิสัยที่มีอยู่นอกจิตสำนึกของคนเรา และไม่ขึ้นต่อจิตสำนึกของคนเรา (โลกธรรมชาติเกิดขึ้นก่อนและดำรงอยู่มาหลายพันล้านปีก่อนที่จะมีมนุษย์ เช่นนี้แล้วมันจะเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจิตสำนึกของคนเราได้อย่างไร ? ) "วัตถุ" เป็นสิ่งที่มาก่อน เพราะมันเป็นแหล่งที่มาของความรู้สึก จินตนาการ และจิตสำนึกของคนเรา ส่วน "จิตสำนึกของคนเรา" เป็นสิ่งที่มาทีหลัง เป็นสิ่งที่กำเนิดออกมาจาก "อีกสิ่งหนึ่ง" อีกที เพราะตัวของมันเองแท้ที่จริงก็คือ ภาพสะท้อนของวัตถุและการดำรงอยู่ นั่นเอง การนึกคิด เป็นผลิตผลของวัตถุที่พัฒนาจนมีความสมบูรณ์ในระดับสูง เป็นผลิตผลของสมองคน และสมองคนก็เป็นอวัยวะของการนึกคิด (ซึ่งก็คือวัตถุ) ดังนั้น จะต้องไม่แยกความนึกคิดออกจากวัตถุ 3) จิตสำนึกของคนเราก็มีบทบาทอย่างเป็นฝ่ายกระทำ ย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงวัตถุ โลกธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของมันได้เช่นกัน แม้ว่า "วัตถุและการดำรงอยู่ของมัน เป็นสิ่งที่กำหนดจิตสำนึกของคนเรา" แต่ในขณะเดียวกัน "บทบาทที่เป็นฝ่ายกระทำของจิตสำนึกคนเรา ก็สามารถที่จะย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงวัตถุและการดำรงอยู่ของมันได้" จากทัศนะดังกล่าว วัตถุนิยมของลัทธิมาร์กซ จึงมีความเห็นว่า "โลกและกฎของโลก" คนเราสามารถที่จะรับรู้ได้อย่างแน่นอน ความรู้เกี่ยวกับกฎของโลกธรรมชาติ และความรู้ที่เกิดจากความจัดเจนที่ผ่านการทดสอบด้วยการปฏิบัติแล้ว เป็นความรู้ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแห่งสัจธรรมภววิสัย และเชื่อถือได้ ในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้ หากมีแต่สิ่งที่ยังมิได้รับรู้เท่านั้น ในอนาคต วิทยาศาสตร์และพลังของการปฏิบัติ จะต้องเปิดเผยมันและรับรู้มันจนได้ในที่สุด แต่ปรัชญาจิตนิยมกลับปฎิเสธความเป็นไปได้ในการรับรู้โลกและกฎของโลก ปฏิเสธที่จะให้ความเชื่อถือต่อความรู้ของคนเรา ไม่ยอมรับสัจธรรมภววิสัย ซ้ำยังเห็นว่า โลกนี้เต็มไปด้วย "สิ่งที่มีอยู่เอง ที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจรับรู้ได้ ตลอดไป" ดังนั้นทัศนะของวัตถุนิยมลัทธิมาร์กซ จึงยอมรับบทบาทที่เป็นฝ่ายกระทำของจิตสำนึกคนเรา ที่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงวัตถุและการดำรงอยู่ของมันได้ เมื่อมาร์กซและเองเกลส์ได้นำอาหลักทฤษฎีของวัตถุนิยมวิภาษไปศึกษาค้นคว้าชีวิตสังคม ปรากฏการณ์ของสังคม และประวัติศาสตร์สังคม จึงได้ก่อให้เกิด "วัตถุนิยมประวัติศาสตร์" ขึ้นมา วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ก็คือสัจธรรมของสังคมมนุษยชาติ เป็นทฤษฎีและวิธีการที่ถูกต้องแต่เพียงหนึ่งเดียวของวิทยาศาสตร์สังคม ทำให้การค้นคว้าประวัติศาสตร์สังคม สามารถที่จะขจัดความเข้าใจอันยุ่งเหยิงและทึกทักเอาเองต่อประวัติศาสตร์และการเมือง ที่คนเรายึดถือกันมาในอดีตแบบผิด ๆ และเป็นครั้งแรกที่ทำให้ประวัติศาสตร์สังคมกลายเป็นวิทยาศาสตร์สังคมที่แท้จริง การปรากฏขึ้นของปรัชญาวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แห่งลัทธิมาร์กซ ได้ทำให้คนเราเข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรกว่า ชีวิตสังคม ปรากฏการณ์ของสังคม และประวัติศาสตร์สังคมนั้น แท้ที่จริงมิใช่ "ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ" หรือเป็นเรื่องของ "พรหมลิขิต" หรือเป็นผลงานของ "เหล่าเจ้าพญามหาอำมาตย์" หรือเป็นเรื่องราวของ "ผู้รุกราน" และ "ผู้พิชิต" แต่อย่างใด หากแต่เป็นการพัฒนาอย่างมีกฎเกณฑ์ของสังคม ซึ่งทำให้การศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์สังคมกลายเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในระบบปรัชญาของลัทธิมาร์กซ วัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เป็นองค์รวมที่เป็นเอกภาพอย่างมีหลักเกณฑ์ ซึ่งตัดออกจากกันมิได้ |













อรทัย ปิ่นเกตมณี